วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2565

205 รายชื่อ "ตั้งชื่อลูก" ชื่อลูกสาว-ลูกชาย พร้อมความหมายเสริมสิริมงคล

สำหรับการตั้งชื่อลูก เป็นเรื่องที่พ่อแม่ให้ความสำคัญต่อผู้ที่เป็นพ่อและแม่อย่างมากดังนั้นการตั้งชื่อจริงที่เหมาะสมต่อวันเดือนปีเกิด เพื่อช่วยเสริมสิริมงคลดวงดีดวงปังในชีวิตของเด็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่พ่อแม่ยุคใหม่ให้ความใส่ใจเป็นอย่างมากซึ่งถ้าคุณกำลังมองหาชื่อดีๆ ของปีนี้ ให้กับลูกน้อยของคนที่จะตรงตามหลักการตั้งชื่ออย่างถูกต้อง ขอแนะนำหลักในการตั้งชื่อ ที่ได้ทั้งความไพเราะและทำให้มั่นใจต่อการใช้ชีวิตในอนาคตมากยิ่งขึ้นดังต่อไปนี้ 

หลักการตั้งชื่อลูกที่ควรรู้ ทั้งการตั้งชื่อลูกสาว และ การตั้งชื่อลูกชาย

การตั้งชื่อลูกสำหรับเด็กแรกเกิดจะมีความสำคัญอยู่ทั้งหมด 8 เรื่องด้วยกัน คือ

  1. บริวาร หมายถึง คนภายในครอบครัวและคนใกล้ชิดในชีวิต
  2. อายุ หมายถึง การเป็นอยู่ การใช้ชีวิต และสุขภาพ
  3. เดช หมายถึง อำนาจ บารมี การได้ลาภยศ การมีชื่อเสียง และตำแหน่งหน้าที่การงาน หน้าตาทางสังคม
  4. ศรี หมายถึง เรื่องของโชคลาภและความสำเร็จ รวมไปถึงเรื่องของเสน่ห์ มีคนรักและเอ็นดู
  5. มูลละ หมายถึง การมีทรัพย์สิน มีมรดกเงินทอง และความมั่นคงทางการเงิน
  6. อุตสาหะ หมายถึง การทำงาน ความขยันหมั่นเพียร การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและการใช้ชีวิตที่มีความกระตือรือร้น
  7. มนตรี หมายถึง  การมีผู้หลักผู้ใหญ่สนับสนุน ช่วยเหลือ ค้ำจุนเกื้อกูลด้วยความเอ็นดู ทั้งพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ครู อาจารย์ เจ้านาย ผู้ที่อาวุโสกว่า
  8. กาลกิณี หมายถึง ตัวอักษรที่ไม่เหมาะสมต่อชื่อและวัน-เดือน-ปีเกิดของตัวผู้ที่ถูกตั้งชื่อ เพราะจะนำมาซึ่งความอัปมงคล ความทุกข์ ความทรมาน เคราะห์ร้าย และเรื่องราวที่ไม่ดีต่างๆ

อักษรกาลกิณีของคนแต่ละวัน

ดังนั้นการตั้งชื่อลูกจึงต้องคำนึงถึงทั้ง 8 ข้อนี้ให้มที่สุด ซึ่งคนที่เกิดในแต่ละวันจะมีตัวอักษรที่เป็นกาลกิณีแตกต่างกันออกไป คือ

  1. ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ มีอักษรที่เป็นกาลกิณี คือ ศ ษ ส ห ฬ ฮ
  2. ผู้ที่เกิดวันจันทร์ มีอักษรที่เป็นกาลกิณี คือ อ
  3. ผู้ที่เกิดวันอังคาร มีอักษรที่เป็นกาลกิณี คือ ก ข ค ฆ ง
  4. ผู้ที่เกิดวันพุธ มีอักษรที่เป็นกาลกิณี (กลางวัน) คือ จ ฉ ช ซ ฌ ญ
  5. ผู้ที่เกิดวันพุธ มีอักษรที่เป็นกาลกิณี (กลางคืน) คือ บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
  6. ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี มีอักษรที่เป็นกาลกิณี คือ ด ต ถ ท ธ น
  7. ผู้ที่เกิดวันศุกร์ มีอักษรที่เป็นกาลกิณี คือ ย ร ล ว
  8. ผู้ที่เกิดวันเสาร์ มีอักษรที่เป็นกาลกิณี คือ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ

ตั้งชื่อจริงลูกชาย 100 รายชื่อ พร้อมความหมาย

  1. กฤตัชญ์ - ผู้รู้คุณคนอื่น มีความกตัญญู
  2. คณุตม์ - ประเสริฐกว่าคนทั้งหลาย
  3. จิรทีปต์ - รุ่งเรืองตลอดกาลนาน
  4. ณัฐปคัลภ์ - ปราชญ์ผู้องอาจ
  5. ติณณภพ - ผู้ข้ามภพได้ ชื่อของผู้บรรลุธรรม
  6. นิพพิชฌน์ - ปัญญา เข้าใจทะลุปรุโปร่ง ตรัสรู้
  7. ผรัณชัย - มีชัยชนะไปทั่ว
  8. พิทยุตม์ - ผู้มีความรู้สูงสุด
  9. ศาตนันท์ - มีความสุขและความเพลิดเพลิน
  10. อนันยช - เกิดมาเป็นที่หนึ่ง
  11. อิงครัต – ผู้ยินดีในความรู้
  12. กฤตยชญ์ - นักปราชญ์ผู้คงแก่เรียน
  13. คณพศ - มีอำนาจในหมู่คณะ
  14. ชวกร - ผู้สร้างเชาวน์ ผู้มีเชาวน์
  15. ณฏฐพล - กำลังของนักปราชญ์
  16. ธนลภย์ - ได้ทรัพย์
  17. ธรรมปพน - มีคุณธรรมบริสุทธิ์
  18. นฤสรณ์ - เป็นที่พึ่งของคนทั้งหลาย
  19. วรลภย์ - ผู้มีลาภอันประเสริฐ
  20. วฤนท์ธม - มากมายยิ่งใหญ่
  21. สรฐชญณ์ - มีความรู้เป็นที่พึ่งอย่างมั่นคง
  22. จรณินทร์ - เป็นใหญ่เพราะความประพฤติดี
  23. จิรัฎฐ์ - ดำรงมั่น อยู่นาน
  24. ชิณณวรรธน์ - อยู่กับความเจริญ
  25. ญานุจจัย - สะสมความรู้ มีความรู้มาก
  26. ถิรพุทธิ์ - มีความรู้มั่นคง
  27. ทัณฑธร - ผู้พิพากษา
  28. ปุณณัตถ์ - สมประสงค์
  29. พฤนท์เดช - มีอำนาจทางทหาร
  30. ภัทรจาริน - มีความประพฤติดี
  31. ฤทธิรณ - ความเก่งกล้าในการรบ
  32. วัณณุวรรธน์ - ทางแห่งความเจริญ
  33. อจลวิชญ์ - มีความรู้ไม่หวั่นไหว
  34. อติวัณณ์ - การสรรเสริญ ผู้มีตระกูลสูง
  35. อติวิชญ์ - นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีตระกูลสูง
  36. อัฑฒ์ – ชายผู้ร่ำรวย
  37. คณุฒน์ - ประเสริฐกว่าคนทั้งหลาย
  38. ฐปนวัฒน์ - เจริญอย่างมั่นคง
  39. ฐิตธีร์ - ปราชญ์ผุ้มั่นคง
  40. ฐิติวัสส์ - ยืนยาวตลอดปี
  41. ธุวานันท์ - มีความยินดียั้งยืน มีความสุขยั่งยืน
  42. นนทิวรรธน์ - ยินดีในทรัพย์
  43. นัธทวัฒน์ - มีความเจริญเป็นที่มั่นคง
  44. ปัณฑ์ธร - ทรงไว้ซึ่งความรู้
  45. พิชญุตม์ - ฉลาดและยิ่งใหญ่
  46. พลัฎฐ์ - ตั้งอยู่ในกำลัง ทรงพลัง
  47. วริทธิ์นันท์ - ยินดีในความสำเร็จอันประเสริฐ
  48. วเรณย์ - ประเสริฐสุด
  49. อุกฤษฎ์ - ประเสริฐสุด
  50. กฤติชยตร์ - การกระทำที่ฉลาด
  51. กิตติ์ณัฏฐกร - สร้างความรู้และเกียรติ
  52. ชัญญากรณัฐ - ปราชญ์ผู้สร้างความรู้
  53. ชาครีย์สร - ผู้ตื่นและแกล้วกล้า
  54. ฐานิศวรร์ - มีฐานะอันยิ่งใหญ่
  55. ฐิรชาติศักดิ์ - เกิดมามียศศักดิ์มั่นคง
  56. ณรงค์คณินทร์ - เป็นใหญ่เหนือหมู่คณะในการรบ
  57. ณัฏฐ์ณชัย - ที่ซึ่งมีแต่ชัยชนะและความรู้
  58. ณัฏฐ์ธนัญ - ปราชญ์ผู้มีทรัพย์และอื่นๆ
  59. นัทธ์ธัญธนิน - ผูกพันกับความโชคดีและร่ำรวย
  60. เทวทิณณ์ - เทพประทาน
  61. ธีร์ธัญนนท์ - ปราชญ์ผู้มีโชคและความยินดี
  62. ธีร์สิรธนัศ - ปราชญ์ผู้เป็นยอดและเป็นเจ้าแห่งทรัพย์
  63. รดิศไชยนันท์ - ยินดีมีความเจริญกว่าและเป็นเจ้าแห่งทรัพย์
  64. วัสยษฏิ์ - ถึงซึ่งความเป็นอยู่อันดี
  65. กฤชฐารวี - มีอาวุธที่มั่นคงดั่งพระอาทิตย์
  66. กฤษฎาภาส - การกระทำที่รุ่งเรือง
  67. การัณยภาส - ความรุ่งเรืองแห่งการงาน
  68. ฆฤษวี - ร่าเริง
  69. จิณณิชวัรชญ์ - มีความรู้ประเสริฐเป็นอาจิณ
  70. ชาครีย์วสุ - ทรัพย์สินของผู้ตื่นอยู่เสมอ
  71. เชษฐวิรุฬห์ - เจริญอย่างยิ่งใหญ่
  72. ฐิณัณรเมศ - ฐานะความรู้มั่นคงและเป็นเจ้าแห่งรัก
  73. พรหมาณฑ์ชา - ดี, เก่ง ในจักรวาล
  74. ภิญญาสิปัณฑ์ - รอบรู้และฉลาดยิ่ง
  75. ศักร์สฤษฏิ์ - พระอินทร์เป็นผู้สร้าง
  76. ษุภ์ปรเมษฐ์ - ดีงามอย่างยิ่ง
  77. อภิณัฏฐกร - นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่
  78. อรรฆย์พสุ - มีทรัพย์สินอันมีค่ายิ่ง
  79. กิตติ์ธนัญนภ - มีเกียรติร่ำรวยดั่งฟ้ากว้าง
  80. ขันธ์ธิปก - ผู้เป็นใหญ่เหนือกรมกอง
  81. ฐิตินนท์ณัฐ - นักปราชญ์ผู้สร้างความยินดี
  82. ณกานต์พิทักษ์ - ที่ซึ่งเป็นที่รักและความรักษาไว้
  83. ธัญกฤษฏิ์ - ฉลาดเป็นเสิศ
  84. ธัญพิสิฏฐา - โชคดีและเจริญเป็นเยี่ยม
  85. นิพพิชฌน์ - ปัญญา เข้าใจทะลุปรุโปร่ง ตรัสรู้
  86. ปัญญ์คคนานต์ - ปัญญาดั่งท้องฟ้า
  87. ภาณุเมศธนัน - ร่ำรวยยิ่งใหญ่ดุจพระอาทิตย์
  88. มหัทธนะกิตติ์ - มีชื่อเสียงและร่ำรวยยิ่ง
  89. ศุภ์กฤศธเนส - มีการกระทำที่ดีและร่ำรวย
  90. สัณห์พิชญ์ - นักปราชญ์ผู้ละเอียดอ่อน
  91. อัคคัญญ์ - สูงสุด
  92. กิตติ์จีระภูมิ - มีเกียรติยิ่งยืนในแผ่นดิน
  93. คมน์พีระภัทร - การถึงซึ่งความกล้าหาญและดีงาม
  94. ดัตวทฤษ - รู้จริง
  95. เถกิงศักดิ์ - รุ่งเรืองด้วยยศศักดิ์
  96. ทรัพยพฤทธิ์ - เจริญในสมบัติ
  97. ทีป์สุรธเนส - แสงสว่างแห่งความดีงามและมั่งคั่ง
  98. ทีรฆทรรศ - เห็นการณ์ไกล
  99. ธนพฤทธ์ - มีเงินมาก
  100. ธรินทร์วรัช - ประเสริฐและทรงไว้ซึ่งความเป็นใหญ่

7 สูตรธรรมชาติตัวช่วยขจัดรังแค บำรุงหนังศรีษะในขั้นตอนเดียว

       สาเหตุหลักเรื่องรังแคต่างๆ ที่ทำให้สาวๆ ต้องเผชิญกับปัญหารังแคบนหนังศีรษะนั้นมีอยู่มากมาย ทั้งการใช้แชมพูที่มีสารเคมีรุนแรง มีสารพาราเบน แอลกอฮอล์ การใช้น้ำยาดัดผม น้ำยาย้อมผม และผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมอีกมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้หนังศีรษะเร่งผลิตเซลล์ผิวที่เร็วกว่าปกติ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราอีกด้วย วันนี้เราจึงนำสูตรธรรมชาติที่ช่วยขจัดรังแคพร้อมทั้งบำรุงหนังศีรษะมาแชร์ให้สาวๆ ได้นำไปใช้กันค่ะ เชื่อว่าวิธีเหล่านี้เอาอยู่

  1. สูตรเกลือ
    การขจัดรังแคพร้อมทั้งบำรุงหนังศีรษะด้วยสูตรเกลือ จัดเป็นสูตรที่ช่วยฆ่าเชื้อโรค สามารถขจัดเชื้อราและแบคทีเรียบนหนังศีรษะได้เป็นอย่างดี เพียงแค่สาวๆ ใช้เกลือเม็ดเล็กประมาณหยิบมือหนึ่ง นำมาถูวนๆ ให้ทั่วหนังศีรษะประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด ตามด้วยใช้แชมพูสูตรอ่อนโยน แค่นี้ก็ช่วยรักษารังแคได้แล้ว
  2. สูตรว่านหางจระเข้
    ในส่วนของสูตรว่านหางจระเข้ ให้เอาแต่วุ้นจากว่านหางจระเข้ประมาณ 1 ถ้วย นำมาบดให้ละเอียด ก่อนนำไปหมักให้ทั่วหนังศีรษะ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด ทำทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็ช่วยขจัดรังแค พร้อมทั้งบำรุงเส้นผมให้แข็งแรงและไม่หลุดร่วงได้ง่ายอีกต่อไปได้แล้ว
  3. สูตรมะนาว
    สำหรับสูตรมะนาวนั้นให้สาวๆ เตรียมน้ำมะนาวประมาณ 8 ช้อนโต๊ะ มาผสมเข้ากับน้ำต้มสุกประมาณ 1/2 ถ้วย จากนั้นเอามาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ต่อด้วยการนวดศีรษะแต่เพียงเบาๆ แล้วอาบน้ำสระผมด้วยแชมพูสูตรอ่อนโยน เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดปัญหารังแคและบำรุงเส้นผมให้แข็งแรงไปพร้อมๆ กันได้แล้ว
  4. สูตรน้ำมะกรูด
    วิธีขจัดรังแคด้วยสูตรน้ำมะกรูด ให้นำมะกรูดไปเผาไฟก่อน เพื่อให้มีน้ำไหลออกจากผิวมะกรูด จากนั้นนำผลมะกรูดมาผ่าครึ่ง แล้วบีบชโลมน้ำมะกรูดให้ทั่วหนังศีรษะ นวดเบาๆ ให้ทั่ว แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ตามด้วยล้างออกด้วยน้ำสะอาดให้หมดจด
  5. สูตรน้ำมันมะกอก
    สูตรที่ใช้น้ำมันมะกอกเพื่อขจัดรังแค เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ไม่ชอบความวุ่นวายหรือขี้เกียจผสมส่วนผสมต่างๆ มากมาย เพียงแต่ใช้น้ำมันมะกอกชโลมลงบนหนังศีรษะให้ทั่วก่อนนอน แล้วนวดเบาๆ เพื่อให้น้ำมันซึมลงสู่หนังศีรษะ หมักทิ้งไว้ตลอดคืน แล้วค่อยล้างออกด้วยการอาบน้ำสระผมตามปกติ วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยขจัดรังแคได้ดีเท่านั้น แต่ยังช่วยบำรุงหนังศีรษะให้มีความชุ่มชื้นอีกด้วย
  6. น้ำผึ้ง : น้ำผึ้งมีส่วนช่วยขจัดรังแคได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีงานวิจัยค้นพบว่า การใช้น้ำผึ้งหมักผม สามารถลดรังแคได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย ในส่วนของการขจัดรังแคด้วยน้ำผึ้ง ทำได้ด้วยการชโลมน้ำผึ้งลงบนหนังศีรษะ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สำหรับการขจัดรังแคด้วยน้ำผึ้งสามารถทำได้ทุกวัน
  7. เบกกิ้งโซดา : เบกกิ้งโซดาก็มีส่วนช่วยขจัดรังแคได้ดีเช่นกัน ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำสะอาด 1 แก้ว นำมาผสมเข้าด้วยกัน แล้วเอามาชโลมให้ทั่วหนังศีรษะ พร้อมกันนี้ให้นวดเบาๆ ประมาณ 5-10 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยการสระผมตามปกติ วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยขจัดรังแคได้ดีเท่านั้น แต่ยังช่วยขจัดเชื้อราบนหนังศีรษะได้ดีมากๆ อีกเช่นกัน

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2565

วิธีลดน้ำหนักแบบ IF ทำง่ายเพียงเข้าใจสิ่งนี้

 

หลายคนอาจจะเคยได้ยินรูปแบบการลดน้ำหนักแบบ IF หรือ Intermittent Fasting ซึ่งเป็นการลดน้ำหนักที่ทำให้ร่างกายสามารถดึงไขมันสะสมออกมาใช้ ทำให้น้ำหนักลดลง และยังช่วยให้ร่างกายสามารถลดไขมันได้เร็วมากขึ้น ซึ่งวันนี้เราขอเอา 5 วิธีการลดน้ำหนักแบบ IF ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย และเหมาะต่อผู้ที่เริ่มต้นลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้มาแชร์ให้ได้ทำตามกันค่ะ

1.กำหนดช่วงเวลากินและอดอาหารให้ชัดเจน

เริ่มแรกสำหรับผู้ที่เริ่มต้นลดน้ำหนักแบบ IF ต้องทำก็คือ การกำหนดช่วงเวลากินและช่วงเวลาอดอาหารให้ชัดเจน ซึ่งควรจะเป็นการกำหนดช่วงเวลาที่เป็นไปตามนาฬิกาชีวิตด้วย เช่น ถ้าสาวๆ เลือกสูตรการทำ IF แบบ 16/8 ก็ควรจะเริ่มกินอาหารในช่วง 8 โมงเช้า และหยุดกินหลัง 4 โมงเย็น ในช่วงเวลาหลังจาก 4 โมงเย็นเป็นต้นไป จะเป็นช่วงเวลาของการอดอาหาร ทั้งนี้ไม่แนะนำให้เลือกกินในช่วงดึกเพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ แต่ควรเลือกช่วงเวลากินอาหารตามช่วงเวลาที่เราใช้ชีวิตตามปกติจะให้ผลดีกว่า

2.กินอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

แม้ว่าการทำ IF จะมีช่วงเวลากินอาหารที่ชัดเจน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกินในปริมาณที่มากเกินไป เพราะการกินอาหารในช่วงเวลาที่กำหนด ก็ต้องกินให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเช่นกัน ซึ่งจะต้องดูที่ประเภทของสารอาหารที่ต้องกินในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอ ทั้งนี้ควรเน้นที่การกินอาหารที่มีโปรตีนสูงและไขมันต่ำเป็นหลัก เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ผัก ผลไม้ไม่หวานจัด คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลหรือไขมันอิ่มตัวสูง

3.ไม่เพิ่มและไม่ลดปริมาณอาหาร

การทำ IF จะมีการกำหนดช่วงเวลาของการกินอาหารและการอดอาหารไว้อย่างชัดเจนตามสูตรที่เลือกใช้ และควรปฏิบัติตามสูตรอย่างเคร่งครัด ไม่ควรกินอาหารมากเกินไป เพียงเพราะกลัวจะหิวในช่วงที่ทำ Fasting และไม่ควรลดปริมาณอาหารให้น้อยลงไปจากที่ระบุในสูตร เพียงเพราะอยากให้น้ำหนักลงมากๆ เพราะนั่นอาจเสี่ยงทำให้ร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ส่งผลให้การทำงานของระบบภายในร่างกายผิดเพี้ยน จนอาจทำให้เกิดอาการโยโย่ได้

4.กินอาหารประเภทที่ไม่ให้พลังงานในช่วง fast

หากไม่สามารถอดอาหารในช่วงที่กำลัง Fasting ได้ สามารถกินอาหารที่ไม่ให้พลังงาน เช่น น้ำเปล่า โซดา กาแฟดำ หรือชา ซึ่งต้องไม่มีการเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวานใดๆ ทั้งสิ้น การบริโภคอาหารที่ไม่ให้พลังงานในช่วง Fasting จะไม่ส่งผลเสียต่อการลดน้ำหนักในรูปแบบ IF แต่อย่างใด

5.ออกกำลังกายวันละ 30 นาที

การลดน้ำหนักควรมาพร้อมกับการออกกำลังกาย โดยในช่วงเริ่มต้นของการลดน้ำหนักแบบ IF ควรออกกำลังกายให้ได้วันละ 30 นาที และออกกำลังกายให้ได้สัปดาห์ละ 3-5 วัน เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไปได้เร็วยิ่งขึ้น

ง่ายๆ กับ 5 วิธีการลดน้ำหนักแบบ IF สำหรับผู้เริ่มต้น ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย ยังไงก็ลองเอาวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้กับการลดน้ำหนักแบบ Intermittent Fasting ตามสูตรที่ตัวเองเลือกกันดูนะคะ เชื่อว่าจะทำให้น้ำหนักลดลงโดยไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างแน่นอน


วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

อันตรายจาก ฝีดาษลิง คืออะไร ติดต่อจากลิงสู่คนได้อย่างไร

 


เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักโรค “ฝีดาษ” หรือไข้ทรพิษ ที่เคยคร่าชีวิตคคนในสมัยก่อนมาหลายร้อยหลายพันคนมาแล้ว เพราะเป็นโรคติดต่อที่น่ากลัว อาการรุนแรง และติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้ง่าย แต่ในสมัยนี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกันนัก เพราะเรามีวัคซีนที่ฉีดป้องกันให้เราตั้งแต่เด็ก อีกทั้งการศึกษา ระบบสาธารณูปโภคที่สะอาด และทันสมัย ทำให้การติดเชื้อเกิดขึ้นได้ยากมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีโรคฝีดาษอีกชนิดหนึ่งที่หลายคนอาจไม่คุ้นหู แต่มีอยู่จริง นั่นคือ “ฝีดาษลิง”

ฝีดาษลิง คืออะไร แตกต่างจากโรคฝีดาษปกติอย่างไร

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบายว่า โรคฝีดาษลิง เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส orthopoxvirus เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนที่พบได้น้อย โรคนี้พบมากในแอฟริกากลาง และตะวันตก โดยเชื้อไวรัสฝีดาษลิงเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคฝีดาษในคน และฝีดาษวัว พบในสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะหลายชนิด เช่น หนู กระรอก กระต่าย เป็นต้น สัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงก็อาจติดเชื้อได้ รวมทั้งคนก็สามารถติดเชื้อนี้ได้เช่นกัน

ฝีดาษลิง ติดต่อในคนได้อย่างไร

สำหรับในคน สามารถติดโรคฝีดาษลิงนี้ติดต่อจากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สิ่งคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัด การแพร่เชื้อจากคนสู่คนอาจเกิดขึ้นได้แต่มีโอกาสน้อยมาก

อาการของโรคฝีดาษลิงในคน

ผู้ป่วยจะแสดงอาการของโรคหลังติดเชื้อประมาณ 12 วัน อาการป่วยของโรคฝีดาษลิงคือ

  1. มีไข้ หนาวสั่น

  2. ปวดหัว เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต

  3. ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง

  4. อ่อนเพลีย

  5. จากนั้นประมาณ 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้นบริเวณแขนขา และอาจจะเกิดบนหน้าและลำตัวได้ด้วย

  6. จากผื่น จะกลายเป็นตุ่มหนอง

  7. ในระยะสุดท้ายตุ่มหนองจะมีสะเก็ดคลุมแล้วหลุดออกมา

วิธีรักษาโรคฝีดาษลิงในคน

ตามปกติแล้ว อาการป่วยโรคฝีดาษลิงในคนจะค่อยๆ หายได้เองหลังจากผ่านไปประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพิ่มเติม

ในประเทศไทยขอยืนยันว่าไม่เคยมีรายงานผู้ติดเชื้อโรคฝีดาษลิงดังกล่าว แต่ก็อาจมีความเสี่ยงในประชาชนบางกลุ่ม ได้แก่ แรงงาน นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการท่องเที่ยว นักธุรกิจ ที่เดินทางไปหรือมาจากประเทศที่พบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิง ดังนั้นใครที่เพิ่งเดินทางมาจากประเทศในแถบทวีปแอฟริกา แล้วมีอาการดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

รวมอาการคนท้อง สัญญาณเตือนที่บอกให้รู้ว่า "ตั้งครรภ์"



  1. ประจำเดือนขาด
    อาการประจำเดือนขาด สำหรับคนที่ประจำเดือนมาปกติถ้าประจำเดือนที่เคยมาเป็นปกติขาดหายไป รอแล้วรอเล่าไม่มาสักที แสดงว่าคุณอาจจะกำลังมีการตั้งครรภ์ เพราะหลังจากการปฏิสนธิแล้ว ประจำเดือนจะขาดหายไป แนะนำให้ไปซื้อเครื่องตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจ

  2. เหนื่อยง่ายหายใจถี่
    เนื่องจากตัวอ่อนที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ในท้องของคุณแม่นั้นมีความต้องการออกซิเจนจากคุณแม่ จึงทำให้คุณแม่หายใจถี่และรู้สึกเหนื่อยได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งมีแรงกดดันต่อปอดและกระบังลมของคุณแม่ไปด้วย

  3. คัดเต้านม
    อาการคัดเต้านมจะมีความคล้ายกับตอนมีประจำเดือน และสามารถสังเกตเห็นได้ว่าเต้านมจะมีขนาดใหญ่ รู้สึกหนัก รอบหัวนมจะมีสีคล้ำกว่าเดิม และบริเวณผิวหนังของเต้านมจะบางลงจนมองเห็นหลอดเลือดดำได้อย่างเด่นชัดมาก

  4. เมื่อยล้า
    การตั้งครรภ์ในไตรมาสแรกจะทำให้คุณแม่รู้สึกเมื่อยล้าได้ง่าย พร้อมทั้งมีอาการอ่อนล้าและหมดแรง แต่อาการคนท้องลักษณะนี้จะดีขึ้นเมื่ออายุตั้งครรภ์เข้าสู่ไตรมาสที่สอง

  5. คลื่นไส้ อาเจียน
    โดยปกติเมื่ออายุครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 คุณแม่ตั้งครรภ์จะเริ่มมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งอาการนี้จะดีขึ้นเมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่ไตรมาสที่สอง แต่ในบางรายจะพบกับอาการคนท้องดังกล่าวตั้งแต่รอบเดือนหายไป

  6. ปัสสาวะบ่อย
    เนื่องจากร่างกายที่อยู่ในช่วงของการตั้งครรภ์จะมีการสร้างของเหลวมากขึ้นกว่าเดิม และเลือดเกิดการไหลเวียนมากขึ้น นั่นจึงส่งผลให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการปวดปัสสาวะบ่อย

  7. ปวดหัว
    อาการปวดหัวถือเป็นหนึ่งในอาการคนท้องที่ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์เลยก็ว่าได้ ซึ่งฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง ในส่วนของการใช้ยาคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

  8. ปวดหลัง
    อาการปวดหลังคืออาการคนท้องที่เกิดขึ้นได้ตลอดการตั้งครรภ์ เพราะน้ำหนักตัวของคุณแม่เพิ่มขึ้น รวมทั้งศูนย์กลางของการทรงตัวของคุณแม่เปลี่ยนไปจากเดิม ส่งผลให้การยืน นั่ง หรือเดินเปลี่ยนแปลงไปด้วย

  9. ปวดเกร็งในช่องท้อง
    ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่จะมีอาการปวดเกร็งในช่องท้องคล้ายกับตอนปวดประจำเดือน และหากมีอาการปวดหน่วงๆ เป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากการขยายตัวของมดลูก

  10. อยากอาหารรสเปรี้ยว
    ความอยากอาหารของคุณแม่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ โดยส่วนใหญ่จะต้องการอาหารรสเปรี้ยว และมักจะมีอาการคลื่นไส้เมื่อได้กลิ่นปลา

  11. มีอาการท้องผูก
    ฮอร์โมน progesterone จะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้อาหารย่อยได้ช้าและมีแก๊สอยู่ในกระเพาะอาหารเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้เกิดอาการท้องผูกได้อีกด้วย

  12. อารมณ์เสียง่าย
    คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงและมักจะอารมณ์เสียง่าย เนื่องจากระดับฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งร่างกายพยายามปรับตัวเข้าสู่สมดุลใหม่

  13. อุณหภูมิในร่างกายสูง
    ร่างกายของคุณแม่จะมีอุณหภูมิสูง และรู้สึกร้อนได้ง่าย เนื่องจากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงและใช้พลังงานมากขึ้นนั่นเอง

  14. ได้กลิ่นรุนแรง
    การตั้งครรภ์จะส่งผลให้คุณแม่มีความไวต่อกลิ่นเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่ากลิ่นนั้นจะมีกลิ่นหอมหรือกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ก็ตาม

  15. เกิดอาการหน้ามืด
    น้ำตาลในเลือดหรือความดันโลหิตจะลดลงในช่วงตั้งครรภ์ นั่นจึงทำให้คุณแม่มีอาการหน้ามืดและวิงเวียนศีรษะได้ง่าย แนะนำให้คุณแม่หมั่นดื่มน้ำให้เพียงพอ จะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้ดี

  16. มีเลือดออกกะปริดกะปรอย
    ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะมีเลือดออกกะปริดกะปรอยโดยที่ไม่มีอาการปวดเกร็งท้องเลย คุณแม่ควรสังเกตอาการให้ดี หากมีเลือดออกไม่หยุดควรรีบพบแพทย์ทันที

อาการคนท้อง ทั้ง 16 อาการที่เราได้นำมาแบ่งปันให้คุณแม่ทุกท่านได้ทราบนั้น อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ในแต่ละคนด้วยอาการที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสังเกตแต่ละอาการให้ดี รวมทั้งการกินอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้สุขภาพร่างกายในขณะตั้งครรภ์แข็งแรงอยู่เสมอ 

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

บอกนิสัย ด้วย "ทรงผม" มาเช็คความแม่น

 สาวๆ ที่ชอบเปลี่ยน "ทรงผม" เชิญทางนี้ ไม่ว่าจะผมยาว ผมสั้น หรือผมดัด ก็สามารถบ่งบอกได้ถึงลักษณะนิสัยและบุคลิกภาพของผู้ที่เป็นเจ้าของได้ด้วย Sanook Women จะพาไปทายนิสัยจาก "ทรงผม" กัน จะแม่นแค่ไหนต้องเช็ก!

 
สาวๆ ที่ชอบไว้ผมยาวมากๆ



สำหรับสาวๆ ที่ชอบไว้ผมยาวมากๆ ระดับเอว หรือยาวกว่านั้น บ่งบอกถึงนิสัยได้ว่าเป็นคนที่รักอิสระสูง ชอบเรื่องบันเทิงเริงใจ ช่างคิดช่างฝัน อารมณ์แจ่มใส มีความมั่นใจในตัวเอง และมีความอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา


สาวๆ ที่ชอบไว้ผมยาว


สำหรับสาวๆ ที่ชอบไว้ผมยาวประเภทยาวกลางหลัง หรือยาวเลยช่วงบ่ามาเล็กน้อย แสดงว่าเป็นคนมีความซื่อตรง รักอิสระ ไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์ มีความขยันในการทำงาน มีความรับผิดชอบสูง และยังเป็นคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวอีกด้วยค่ะ


สาวๆ ที่ชอบไว้ผมยาวและดัดผม

สังเกตอาการ “โรคซึมเศร้า” วิธีการดูแลนโรคซึมเศร้า ฟื้นฟูจิตใจ

 


อาการโรคซึมเศร้า

“ซึมเศร้า” ทางการแพทย์ หรือ Clinical depression หมายถึง ภาวะซึมเศร้าที่มีมากกว่าอารมณ์เศร้า และเป็นพยาธิสภาพแบบหนึ่งที่พบได้ในหลายๆ โรคทางจิตเวช โดยเฉพาะโรคทางอารมณ์ คือ โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder หรือ Depressive Episode) และ โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) โรคทางอายุรกรรมบางโรค สารยาบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการซึมเศร้าที่รุนแรงได้

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

สาเหตุที่จะกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้าที่พบบ่อยก็คือ การมีทั้งความเสี่ยงทางพันธุกรรม, ทางสภาพจิตใจ, ประจวบกับการเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย ร่วมกันทั้ง 3 ปัจจัย

  1. โรคซึมเศร้าเกิดจากความเครียด แต่ทั้งนี้คนที่ไม่มีญาติเคยป่วยก็อาจเกิดเป็นโรคนี้ได้ มักพบว่าผู้ป่วยโรคนี้จะมีความผิดปกติของระดับสารเคมี ที่เซลล์สมองสร้างขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของอารมณ์
  2. สภาพทางจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดู ก็เป็นปัจจัยที่เสี่ยงอีกประการหนึ่งต่อการเกิดโรคซึมเศร้าเช่นกัน คนที่ขาดความภูมิใจในตนเองมองตนเองและโลกที่เขาอยู่ในแง่ลบตลอดเวลา หรือเครียดง่ายเมื่อเจอกับมรสุมชีวิต ล้วนทำให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสป่วยง่ายขึ้น
  3. การเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย เช่น หากชีวิตพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ต้องเจ็บป่วยเรื้อรัง ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดไม่ราบรื่น หรือต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ปรารถนา ก็อาจกระตุ้นให้โรคซึมเศร้ากำเริบได้

อาการของโรคซึมเศร้า

  • โรคซึมเศร้ามีอาการรู้สึกเศร้าใจ หม่นหมอง หงุดหงิด หรือรู้สึกกังวลใจ ไม่สบายใจ
  • ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือสิ่งที่เคยให้ความสนุกสนานในอดีต
  • น้ำหนักลดลง หรือเพิ่มขึ้น ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป
  • นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินกว่าปกติ
  • คนที่เป็นโรคซึมเศร้า จะรู้สึกผิด สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า
  • ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ความจำแย่ลง
  • อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง
  • กระวนกระวาย ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ
  • คิดถึงแต่ความตาย และอยากที่จะฆ่าตัวตาย

วิธีการรักษาโรคซึมเศร้า

  • การรักษาทางจิตใจของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า
  • รักษาโรคซึมเศร้าด้วยการใช้ยา

ผลข้างเคียงของยารักษาโรคซึมเศร้า

ยารักษาโรคซึมเศร้า มีผลข้างเคียงอยู่บ้างกับผู้ใช้บางคนอันอาจก่อความรำคาญ แต่ไม่อันตราย อย่างไรก็ตามเมื่อรู้สึกว่ามีผลข้างเคียงของยาเกิดขึ้น กรุณาแจ้งให้แพทย์ทราบ ผลข้างเคียงต่อไปนี้มักเกิดจากกลุ่มยา tricyclics ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ถูกสั่งใช้บ่อยที่สุด และเราได้แนะนำวิธีบรรเทาผลข้างเคียงไว้ท้ายข้อแล้วดังนี้

  1. ปากแห้งคอแห้ง – ดื่มน้ำบ่อยๆ เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล รักษาสุขภาพช่องปากให้ดี
  2. ท้องผูก – กินอาหารที่มีกาก หรือมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ ผักผลไม้ เช่น ส้มโอ มะขาม มะละกอ
  3. ปัญหาการถ่ายปัสสาวะ – อาจมีการถ่ายปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่พุ่งเช่นเคย อาจใช้มือกอหน้าท้องช่วยและปรึกษาแพทย์
  4. ปัญหาทางเพศ – อาจมีปัญหาขณะร่วมเพศได้บ้าง ซึ่งปรึกษาแพทย์ได้
  5. ตาพร่ามัว – อาการนี้จะหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องตัดแว่นใหม่
  6. เวียนศีรษะ – ลุกจากเก้าอี้ หรือเตียงช้าๆ ดื่มน้ำมากขึ้น
  7. ง่วงนอน – อาการอาจหายไปเอง อย่าพยายามขับรถ หรือทำงานกับเครื่องจักร หากง่วงมากในช่วงเช้าให้เลื่อนยามื้อก่อนนอนมากินหัวค่ำกว่าเดิม

สำหรับกลุ่ม SSRI อาจมีผลข้างเคียงที่ต่างออกไป ดังต่อไปนี้

  1. ปวดศีรษะ – อาจมีอาการสักช่วงหนึ่ง แล้วจะหายไป
  2. คลื่นไส้ – มักเป็นเพียงชั่วคราว
  3. นอนไม่หลับหรือกระวนกระวาย – พบได้ในช่วง 2 ถึง 3 สัปดาห์แรก ของการกินยา หากคงอยู่นานควรปรึกษาแพทย์ 
ติดตามอ่านเกร็ดความรู้การดูแลโรคซึมเศร้า คลิ๊ก!!!!

วิธีดื่มน้ำช่วยลดไขมันได้จริงหรือ ทดลองทำตามได้

 

  • ควรดื่มน้ำหลังตื่นนอน : ควรรีบดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอน เพื่อให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ลดอาการเวียนศีรษะ มึนๆ งงๆ เพราะขาดน้ำเป็นเวลานาน ดังนั้นหลังตื่นนอนควรดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้ว (200 cc.) เพื่อเติมน้ำและสร้างความสดชื่นให้กับร่างกาย 
เคล็ดลับการดื่มน้ำ : เคล็ดลับในการดื่มน้ำหลังตื่นนอน ควรดื่มน้ำหลังตื่นนอนทันทีโดยไม่ต้องแปรงฟัน เพราะแบคทีเรียในช่องปากหลังตื่นนอนที่เราดื่มน้ำตามลงไปด้วย จะช่วยทำให้การทำงานของระบบขับถ่ายดีขึ้นได้อีกด้วย

    • ขณะ/หลังออกกำลังกาย การดื่มน้ำระหว่างออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยให้ประสิทธิภาพของการออกกำลังกายดีขึ้นแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการเวียนศีรษะ และหน้ามืดระหว่างออกกำลังกายได้อีกด้วย
    เคล็ดลับในการดื่มน้ำ : ระหว่างและหลังออกกำลังกาย สามารถดื่มน้ำเปล่าธรรมดาๆ ได้เลย ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเกลือแร่ เพราะน้ำเกลือแร่มีน้ำตาลสูง 1 ขวดประมาณ 6-10 ช้องชา ที่ค่าน้ำตาลที่เราควรได้รับต่อวันเพียง 6 ช้อนชาเท่านั้น น้ำเกลือแร่เหมาะกับคนที่ออกกำลังกายหนักมากๆ เท่านั้น ถ้าออกกำลังกายตามปกติ ดื่มน้ำเปล่าธรรมดาก็เพียงพอแล้ว โดยจะดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้องก็ได้ แต่ไม่แนะนำน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน เพราะอาจทำให้ร่างกายอุณหภูมิสูงขึ้นได้
    • ก่อนรับประทานอาหาร 30 นาที
    การดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหาร 30 นาที จะเป็นการกระตุ้นร่างกายว่า เรากำลังจะเริ่มรับประทานอาหารเข้าไปแล้วนะ เพื่อให้ระบบย่อยอาหารเตรียมพร้อมต่อการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหารยังอาจทำให้เราอิ่มเร็วขึ้น มีความอยากอาหารน้อยลง จึงเป็นวิธีที่ดีต่อคนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ด้วย แต่ไม่ควรดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหารมากเกินไป อาจทำให้จุกเสียดท้องได้
    • ก่อนอาบน้ำ
    การดื่มน้ำในช่วงก่อนอาบน้ำ เหมาะสำหรับคนที่ชอบอาบน้ำอุ่น เพราะการอาบน้ำอุ่นทำให้เลือดไหลเวียนไปตามผิวหนังมากยิ่งขึ้น เลือดส่งไปเลี้ยงสมองน้อยลง และอาจเสี่ยงต่ออาการเวียนศีรษะ หรือหน้ามืดจากภาวะความดันโลหิตลดลงได้ ซึ่งเป็นอาการที่อันตรายมาก การดื่มน้ำ 1-2 แก้วก่อนอาบน้ำสามารถช่วยลดความเสี่ยงภาวะความดันตกระหว่างอาบน้ำอุ่นได้ เพื่อป้องกันอาการหน้ามืดระหว่างอาบน้ำอุ่นได้
    • ก่อนเข้านอน
    การดื่มน้ำก่อนเข้านอนจะช่วยลดความเสี่ยงภาวะขาดน้ำระหว่างที่เรานอนไปหลายชั่วโมงได้ แต่อย่าดื่มน้ำก่อนเข้านอนมากจนเกินไป เพราะอาจรบกวนร่างกายให้ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะระหว่างที่นอนหลับอยู่บ่อยๆ ได้ ดังนั้นเราควรดื่มน้ำไม่เกิน 1 แก้วก่อนเข้านอน หรือหากดื่มน้ำเพียง 1 แก้วแล้วยังทำให้เราต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะกลางดึก แนะนำให้ดื่มน้ำเพียงครึ่งแก้วก็ได้
    • เมื่อรู้สึกว่ามีไข้ ไม่สบาย
    ในช่วงเวลาที่เรามีไข้ ไม่สบาย ร่างกายของเราอุณหภูมิสูงขึ้น การดื่มน้ำช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย และขับความร้อนออกทางปัสสาวะ ทำให้หายไข้ได้ไวยิ่งขึ้น และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย คนที่มีไข้แต่ดื่มน้ำไม่เพียงพอ อาจใช้เวลาในการหายไข้นานกว่าคนที่ดื่มน้ำมากกว่า แต่ไม่ควรดื่มน้ำครั้งเดียวทั้งขวด ควรค่อยๆ จิบระหว่างวันมากกว่า
    • เมื่อรู้สึกอ่อนเพลีย
    หากมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อย เบื่อ หงุดหงิดง่าย อาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำได้ ดังนั้นการดื่มน้ำเย็นๆ สักแก้ว สามารถช่วยให้อาการเหล่านี้ลดลงได้ โดยการดื่มน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน เพื่อไม่ให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ คือน้ำเปล่าประมาณ 2-3 ลิตร และไม่ควรดื่มน้ำรวดเดียวในปริมาณมาก ควรค่อยๆ จิบ ค่อยๆ ดื่มไปตลอดทั้งวันจะดีกว่า
    • เมื่อต้องอยู่เฝ้าไข้ผู้ป่วย หรือต้องอยู่ในบริเวณที่เต็มไปด้วยผู้ป่วย
    ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า การดื่มน้ำช่วยปกป้องร่างกายของเราจากการติดเชื้อจากผู้ป่วยที่อยู่รอบตัวเราได้ เพราะการดื่มน้ำช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันนั่นเอง นอกจากนี้การดื่มน้ำบ่อยๆ ในช่วงที่อยู่กับผู้ป่วย ยังช่วยลดความตึงเครียดและอาการอ่อนเพลียจากการดูแลผู้ป่วยได้อีกด้วย


    วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

    วิตามินบำรุงผิวพรรณ วิตามินบำรุงผิวหน้าใส ต้องมีติดบ้าน

    แนะนำวิตามิน ทั้ง 8 ตัว ที่มีผลต่อผิวพรรณ สาวๆหนุ่มๆ  

    1.วิตามินเอ

    ประโยชน์วิตามินเอ หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ เรตินอล เป็นส่วนผสมที่ช่วยลดสิวและลดเลือนริ้วรอยได้เป็นอย่างดี โดยในสกินแคร์ลดสิวมักจะมีส่วนผสมตัวนี้ นอกจากนี้วิตามินเอยังช่วยป้องกันการสูญเสียคอลลาเจน พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ช่วยลดรอยดำ และป้องกันผิวเสียจากการโดนแสงแดดทำร้ายได้ด้วย

    2.วิตามินบี 3
    ประโยชน์วิตามินบี 3 หรือเรียกอีกชื่อคือ Niacinamide เป็นส่วนผสมที่มีอยู่ในสกินแคร์ตัวดังหลายตัว เป็นสารที่ช่วยบำรุงผิว ปลอบประโลมผิว ช่วยลดความแห้งกร้านของผิว บรรเทาอาการแดงและอาการระคายเคืองได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง พร้อมทั้งช่วยปรับสีผิว ลดจุดด่างดำ ลดริ้วรอย และกระชับรูขุมขนให้เล็กลง

    3.วิตามินบี 5
    ประโยชน์วิตามินบี 5 หรือเรียกอีกชื่อคือ Pantothenic acid เป็นวิตามินที่ช่วยปลอบประโลมผิว บำรุงผิวให้มีความเรียบเนียน แก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน ต้านการอักเสบของผิว ลดการระคายเคือง และเติมความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี

    4.วิตามินซี
    ประโยชน์วิตามินซี หรือที่เรียกกันอีกชื่อคือ L-ascorbic acid จัดเป็นส่วนผสมตัวเด็ดที่อยู่ในสกินแคร์ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดการผลิตเม็ดสี และปกป้องผิวที่ถูกรังสียูวีทำร้ายจนเกิดความหมองคล้ำและสัญญาณแห่งวัยต่างๆ

    5.วิตามินดี
    ประโยชน์วิตามินดี เป็นวิตามินที่ช่วยบำรุงผิวได้ดี ซึ่งโดยปกติแล้วสาวๆ สามารถรับวิตามินชนิดนี้ได้จากการสัมผัสแสงแดดก่อน 10 โมงเช้า และหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วง 10 โมง ถึง บ่าย 2 เพราะเป็นช่วงที่แสงแดดทำร้ายผิวสูงมาก

    6.วิตามินอี
    ประโยชน์วิตามินอี หรือที่เรียกอีกชื่อคือ Alpha-tocopherol เป็นส่วนผสมที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ บำรุงผิวให้มีความชุ่มชื้น ช่วยปลอบประโลมผิวไม่ให้เกิดการระคายเคือง และช่วยสร้างเกราะป้องกันผิว นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ผิวหนังจากการเกิดออกซิเดชั่นเมื่อถูกรังสียูวีทำร้าย ที่สำคัญช่วยลดสัญญาณแห่งวัยได้ดีอีกด้วย

    7.วิตามินเอฟ
    ประโยชน์วิตามินเอฟ เป็นวิตามินที่พบได้ในกรดไขมันโอเมก้า6 และกรดไขมันโอเมก้า3 เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ ต้องอาศัยจากการกินและใช้สกินแคร์ ในส่วนของวิตามินเอฟ มีส่วนช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง พร้อมทั้งช่วยปลอบประโลมผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเพื่อไม่ให้ผิวเแห้งกร้าน

    8.วิตามินเค
    ประโยชน์วิตามินเค เป็นวิตามินที่ช่วยลดรอยแตกลาย ช่วยลดรอยคล้ำใต้ตา พร้อมทั้งช่วยเร่งการสมานผิวและทำให้รอยฟกช้ำหรือบาดแผลจากการผ่าตัดหายเร็ว ทั้งนี้ร่างกายของคนเราควรได้รับวิตามินเคประมาณ 90-120 ug จึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย



    วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2565

    7 สุดยอดอาหารลดน้ำหนัก กินแล้วลดโรค ลดพุง


    อาหารลดพุง

    มี 7 อาหารยอดฮิต สำหรับสายลดน้ำหนัก ลดพุง หายแน่นอน สาวๆ หุ่นดีได้เพียงเลือกรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

    1. ส้ม

    ด้วยปริมาณวิตามินซีและกากใยสูง ส้มจึงถือเป็นผลไม้ที่กินได้ทุกวัน โดยไม่ต้องกลัวอ้วน นอกจากจะได้ประโยชน์จากวิตามินซีในการทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าแล้ว ก็ยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายและป้องกันมะเร็งลำไส้ได้ด้วย

    2. ข้าวกล้อง

    การกินอาหารลดน้ำหนัก ไม่จำเป็นต้องกินข้าวขาวเสมอไป ในส่วนของข้าวแนะนำเป็นข้าวกล้องเพราะจะทำให้ร่างกายดูดซึมอย่างช้าๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคเหน็บชา และช่วยย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับหัวใจ ป้องกันอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

    3. ธัญพืช

    อีกแหล่งของพลังงานที่ดีแก่ร่างกายโดยที่ไม่ทำให้อ้วนง่าย สำหรับธัญพืชประเภทถั่ว, งา, ข้าวโพด รับประทานแล้วจะลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด อีกทั้งยังช่วยบำรุงสมองให้เกิดความจำและประสิทธิภาพในการเรียนรู้ที่ดีมากขึ้น

    4. เนื้อปลา

    ในเนื้อปลามีปริมาณไขมันโอเมก้า 3 ที่มีสรรพคุณในการบำรุงสมอง เสริมสร้างการเรียนรู้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว อีกทั้งยังรับประทานได้โดยไม่ต้องกลัวอ้วน เพราะเนื้อปลามีโปรตีนสูง และไขมันต่ำ ย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ

    5. ไข่ไก่

    เรียกว่าเป็นสุดยอดอาหารลดพุงที่อยู่คู่ครัวสายคลีนมาอย่างยาวนาน เพราะสามารถนำไปประยุกต์ทำเมนูอาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไข่ต้ม ไข่ตุ๋น หรือไข่กระทะ โดยโปรตีนในไข่นั้นจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กที่ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง และเสริมสร้างการทำงานของดวงตาได้เป็นอย่างดี

    6. ฟักทอง

    มีสรรพคุณช่วยป้องกันความเสื่อมสภาพของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย และอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน ซึ่งทำหน้าที่ในการบำรุงสายตาให้มองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งยังป้องกันโรคที่เกี่ยวกับระบบหัวใจหลอดเลือด และลดปริมาณคอเลสเตอรอลไม่ดีในเลือดได้

    7. กล้วย

    ผลไม้ที่รับประทานง่าย พกพาไปไหนก็สะดวก เป็นแหล่งพลังงานที่ดีเยี่ยม แถมมีเส้นใยอาหารสูง เหมาะสำหรับกินก่อนออกกำลังกายหรือกินตอนเช้า โดยวิตามินและแร่ธาตุในกล้วยนั้นมีสรรพคุณช่วยลดความเครียด ป้องกันท้องผูก และทำให้อิ่มท้องเป็นเวลานานได้





    วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2565

    ท่าบริหารหน้าเด็ก ทำควบคู่กับการทาครีม และ เซรั่มที่ใช้ประจำ เห็นผลชัดเจน

     


    ท่าบริหารหน้าเด็ก ทำแล้วเห็นผลจริง อยากให้ลอง รับรองทำต่อเนื่อง 21 วัน หน้าจะดูสดใส และ ดูเด็กลงอย่างเห็นได้ชัด

    • ท่าดูดหลอดกาแฟ  เป็นการบริหารใบหน้าด้วยการทำปากจู๋ เหมือนเรากำลังดูดหลอดกาแฟ โดยทำปากจู๋ค้างไว้ 10 วินาที เสร็จแล้วสูดลมเข้าไปเก็บไว้ในกระพุ้งแก้ม ค้างไว้อีก 10 วินาที แล้วค่อยๆ ปล่อยลมออก ทำสลับกันไปมาวันละหลายรอบ จะช่วยกระชับใบหน้าให้ดูเต่งตึง

    • ท่า อา อี อู เอ โอ เริ่มจากยืนหน้ากระจกฉีกยิ้มกว้างๆ ให้ตัวเองกันก่อน แล้วพูดคำว่า อา อี อู เอ โอ แต่ละคำเวลาพูดให้ลากเสียงยาวๆ ท่านี้ จะช่วยให้หน้าเรียว กระชับได้เป็นอย่างดี แถมในขณะที่เปล่งเสียงยังได้บริหารปอดอีกด้วย

    • ท่าดูดปากแล้วฉีกยิ้ม เริ่มจากดูดปากให้แก้มทั้งสองข้างบุ๋มเข้าหากันมากที่สุด ค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นค่อยๆ คลายปล่อย แล้วฉีกยิ้มให้กว้างค้างไว้ 10 วินาทีเช่นกัน ทำสลับกันไปมาจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าให้กระชับลดริ้วรอยตามร่องแก้ม

    • ท่าเงยหน้าค้าง วิธีสุดท้ายให้แหงนหน้าขึ้นจนสุดใช้มือจับบริเวณลำคอ หรืออาจจะประสานทาบไว้บริเวณหน้าอกค้างไว้ประมาณ 5-10 วินาที แล้วเผยอริมฝีปากล่างให้ขึ้นไปทับริมฝีปากบน ค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที จึงกลับมาอยู่ในท่าปกติ ทำประมาณครั้งละ 3-5 รอบ ท่านี้จะช่วยทำให้หน้าเรียวและลดไขมันใต้คางได้ดี









    วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2565

    วิธีรักษาผิวเป็นฝ้า บำรุงผิวขาวใสเพียงข้ามคืน

     



    1. บำรุงผิวด้วยวิตามิน เป็นวิธีบำรุงผิวขาวที่หลายๆ คนนิยม คือการเลือกกินวิตามินบำรุงผิว มีให้เลือกตามท้องตลาดมากมาย เพียงเราต้องเลือกจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ วิตามินที่นิยมใช้บำรุงผิวกันมากคือ วิตามินซี วิตามินอี พริมโรส น้ำมันปลา เป็นต้น สามารถเลือกได้ตามกำลังทรัพย์
    2. น้ำใบบัวบก สามารถนำมาเช็ดผิวแทนโทนเนอร์ได้เลย หรือนำน้ำใบบัวบกมาชุปด้วยสำลี และ แป๊ะทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก ช่วยลดฝ้าหนาได้เลย
    3. Apple Cider Vinegar มีคุณสมบัติช่วยลดฝ้าได้ดีมาก เพราะมีสรรพคุณที่มีฤทธิ์เป็นกรด และยังมีโพแทสเซียมสูงซึ่งช่วยลดฝ้าบนผิวหน้าได้อย่างดี วิธีใช้ก็จะคล้ายๆ กับน้ำใบบัวบกเลยค่ะ โดยให้นำ Apple Cider Vinegar ผสมน้ำอุ่นเล็กน้อย แล้วใช้สำลีชุบเพื่อเช็ดหน้า
    4. ทาครีมบำรุงผิวขาวที่มีสารไวท์เทนนิ่ง สามารถเลือกใช้ได้ตามสภาพผิว ควรมีการบำรุงผิวเป็นประจำสม่ำเสมอ ครีมบำรุงผิวมีทั้งแบบทาก่อนนอน เช่น ครีมสาหร่าย ครีมน้ำนมข้าว ครีมนมผึ้ง ทาเช้าและก่อนนอน และ ควรทาครีมกันแดดทุกวัน และ ทุกครั้งที่ออกแดด
    เพียงทำสี่ขั้นตอนก็สามารถช่วยทำให้ฝ้าหนาจางลงได้ และ เป็นวิธีปลอดภัย ประหยัดค่าใช้จ่าย

    วิธีดูแลผิวคล้ำหลังสงกรานต์


    วิธีดูแลผิวหมองคล้ำ

     ใครออกแดดช่วงสงกรานต์ ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป ว่าผิวจะหมองคล้ำ ถ้าเรามีวิธีการดูแลผิวที่ถูกต้อง

    • งดหรือหลีกเลี่ยงแดดจัด ให้สวมใส่หมวก เสื้อแขนยาว เพื่อป้องกันแดดมาซ้ำเติมผิว
    • ควรทาสกินแคร์ เป็นประจำ
    • เน้นการทาครีมกันแดดบ่อยๆ 
    • บำรุงผิวด้วยเจลว่านหางจระเข้
    • ดื่มน้ำให้เพียงพอและรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่


    วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

    ไอเท็มเด็ดไปหามาใช้ด่วน !!! เพื่อผิวที่เนียน คิวสวย ในทันทีที่ใช้

    ภาพประกอบ วาสลีน

    สาวๆ เคยมีปัญหา ผิวไม่เนียนละเอียด กันบ้างมั้ยค่ะ และสาวๆ ที่เริ่มผ่านวัยเด็กมาขนคิ้ว ขนตาจะเริ่มร่วง โดยที่เราไม่รู้ตัว มาดูอีกที เราเป็นคนคิ้วบางไปแล้ว รูขุมขนก็กว้าง ขนตาก็น้อยลง มาดูกันคะวิธีง่ายๆ 

    เราต้องหาวาสลีนไว้ติดบ้าน ติดตัวไว้เลย เพราะวาสลีนมีประโยชน์มาก ใช้ได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า 

    ลักษณะของวาสลีน จะมีเนื้อขนเหนียว และ ออกมัน ดังนั้น วันนี้เรามาดูวิธีใช้ กัน

    • ใช้วาสลีน เพิ่มความเนียนละเอียดของผิว และเพิ่มความฉ่ำวาว โดยการแตะวาสลีน แล้ววน จนเนื้อวาสลีนละเอียดบนนิ้วมือ แล้วค่อยๆ แต้มบนจุดบนใบหน้า ผิวจะค่อยๆ มีความวาว เงาโดยทันที ลองทำกันดูนะสาวๆ 
    • ใช้วาสลีน ก่อนนอนทุกคืนกับขนคิ้ว และ ขนตา เพียงแต้มวาสลีนเล็กน้อย อย่าลืม เอานิ้วบี้บนแล้วแต้มบนคิ้ว และ ขนตาเบาๆ แนะนำ อย่าใช้เยอะจนเกินไป สำหรับบางคนอาจจะทำให้เกิดสิวขึ้นได้ แนะนำ ใช้พอบางๆ บี้บนมือนะคะ
    • อีกหนึ่งประโยชน์ ของวาสลีนที่สาวๆ ทุกคน ในการล็อคกลิ่นน้ำหอม ให้คงอยู่กับตัวได้ยาวนานยิ่งขึ้น เพียงแค่แต้ม วาสลีน ที่หลังหู ข้อพับ แล้วฉีดน้ำหอมบริเวณนั้น ก็จะทำให้น้ำหอมติดทนนาน 
    วาสลีนเป็นที่นิยม ใช้มากในเหล่า ดารา เซเล็บ คนดัง สาวๆ ที่รักการดูแลตัวเอง ลองหันมาใช้วาสลีนตัวช่วยง่าย ๆ ที่ทำให้ผิวสวย ขนคิ้ว ขนตาอยู่กับเราไป ยาวนาน ไม่ร่วงโรยตามกาลเวลา กันดูนะคะ