วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

วิธีรักษาสิวด้วยว่านหางจระเข้ สูตรดูแลผิวต้องมีติดบ้าน

 

ว่านหางจระเข้ ดีต่อผิว

ว่างหางจระเข้ สรรพคุณด้านความงาม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาสิว ขจัดรังแค หรือการขัดผิวสวยก็ตาม ซึ่งเราก็มีเคล็ดลับความงามจากว่านหางจระเข้มาฝากกัน ดังนี้

  • บรรเทาอาการแสบร้อนจากผิวไหม้แดด

เมื่อผิวเกิดอาการแสบร้อนจากการโดนแดดนานๆ ก็สามารถบรรเทาได้ด้วยว่านหางจระเข้เช่นกัน เหมือนเวลาที่เราโดนน้ำร้อนลวก แล้วนำวุ้นของว่านหางจระเข้มาทาเพื่อบรรเทาอาการแสบและลดอาการพุพองนั่นแหละ โดยสำหรับการบรรเทาอาการผิวไหม้แดดนั้น ก็ใช้วิธีเดียวกันเลย แต่แนะนำให้นำวุ้นว่านหางจระเข้ไปแช่เย็นก่อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นนั่นเอง

  • หน้าใส ไร้สิว พร้อมลดรอยแผลจากสิว

ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณในการรักษาสิว ซึ่งจะทำหน้าที่ในการลดสิวและลดการอักเสบของสิวได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังช่วยลดรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวให้ดูจางลงได้อีกด้วย ที่สำคัญคือมีความปลอดภัยและสามารถรักษาสิวให้หายได้อย่างรวดเร็วทันใจ หมดกังวลเรื่องการแพ้จากการรักษาสิวด้วยยาแต้มสิวไปได้เลย

  • ขจัดรังแค พร้อมบำรุงผมสวย

เป็นรังแคไม่ต้องกังวล ว่านหางจระเข้ช่วยคุณได้ ด้วยการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับหนังศีรษะ จึงไม่ทำให้หนังศีรษะแห้ง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดรังแคนั่นเอง อีกทั้งยังช่วยลดอาการคันบนหนังศีรษะ และทำให้ผมสวยอีกด้วย ใครที่มีปัญหารังแคมากวนใจ ลองใช้ว่านหางจระเข้ดูสิ รับรองได้ผลลัพธ์สุดทึ่งเชียวล่ะ

  • ขัดผิวสวย เพิ่มความกระจ่างใส

ว่านหางจระเข้ เมื่อนำมาขัดผิว จะทำให้ผิวมีความขาวกระจ่างใสและเรียบเนียนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูอ่อนเยาว์น่าสัมผัสอีกด้วย เพราะฉะนั้นสาวๆ คนไหนที่อยากมีผิวสวย ไม่ต้องซื้อครีมขัดผิวราคาแพงมาใช้ให้สิ้นเปลือง ให้ว่านหางจระเข้เป็นตัวช่วยของคุณสิ แล้วผิวจะดูสวยใสไม่แพ้การใช้ครีมขัดผิวอย่างแน่นอน


อโลเวล่าเจล คอลลาเจน มี 3 สูตร 100 กรัม

100 บาท

5 เคล็ดลับรักษาสิวด้วยว่านหางจระเข้

สูตรรักษาสิวที่ 1 ว่านหางจระเข้ + น้ำผึ้ง + ไข่ขาว

วิธีผสม เริ่มแรก ให้เรานำเอาไข่ขาว 1 ฟองมาแยกไข่แดงและไข่ขาวออกจากกัน เพราะเราจะใช้แค่เพียงไข่ขาวอย่างเดียว จากนั้นก็เติมน้ำผึ้งลงไปในถ้วยที่เราได้แยกไข่ขาวเอาไว้ประมาณ 2 ช้อนชา และใส่วุ้นว่านหางจระเข้อีกประมาณ ¼ ถ้วยตวง ผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

วิธีใช้ ให้สาวๆ ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดหน้าให้แห้ง จากนั้นก็นำเอาส่วนผสมที่เตรียมเอาไว้มาพวกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เสร็จแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น สูตรว่านหางจระเข้รักษาสิวสูตรนี้จะช่วยให้ใบหน้าขาวใส ขจัดความมันได้ อีกทั้งก็ยังช่วยลดสิวที่เกิดขึ้นบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี

สูตรรักษาสิวที่ 2 ว่านหางจระเข้ + น้ำมันมะกอก + ไข่แดง

วิธีผสม ขั้นแรกให้นำเอาว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกและล้างให้สะอาด จากนั้นก็เอาวุ้นที่ได้มาผสมให้เข้ากันกับไข่แดงที่เราได้แยกเอาไว้ และปิดท้ายด้วยการเติมน้ำมันมะกอกก็เป็นอันเสร็จ

วิธีใช้ นำส่วนผสมที่เราได้เตรียมไว้มาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด สูตรรักษาสิวสูตรนี้จะเหมาะสำหรับสาวๆ ที่มีผิวหน้าแห้ง อีกทั้งยังช่วยขจัดจุดด่างดำบนใบหน้า รักษาสิว ช่วยให้ผิวหน้าของเรามีความชุ่มชื้น รวมถึงยังช่วยป้องกันฝ้าได้เป็นอย่างดี

สูตรรักษาสิวที่ 3 ว่านหางจระเข้ + ขมิ้น + นมสด

วิธีผสม สูตรนี้ผสมไม่ยาก เพียงนำเอานมสดใส่ลงไปในถ้วยที่เตรียมไว้ประมาณ 3 ช้อนชา จากนั้นจึงให้ใส่ว่านหางจระเข้ผสมลงไปประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยผงขมิ้น 2 ช้อนชา แล้วผสมให้เข้ากันก็เป็นอันเสร็จ

วิธีใช้ นำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดแล้วก็ล้างออกให้สะอาด สูตรนี้ช่วยรักษาการเกิดสิวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยให้ผิวหน้าเปล่งปลั่ง ขาวกระจ่างใส ลดความมันบนใบหน้า

สูตรรักษาสิวที่ 4 พอกหน้าด้วยว่านหางจระเข้

วิธีนี้เรียกได้ว่าเป็น Back to Basic เพราะมันช่างง่ายแสนง่าย เพียงแค่สาวๆ นำเอาว่านหางจระเข้สดๆ มาปอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาด จากนั้นก็นำวุ้นว่านหางจระเข้ที่ได้มาปั่นให้ละเอียด เสร็จแล้วก็ให้นำมาทาบางๆ ให้ทั่วใบหน้า หรืออาจจะแต้มเฉพาะบริเวณหัวสิวก็ได้ ทำเป็นประจำก่อนนอนแล้วค่อยมาล้างออกในตอนเช้า จากหน้าที่เต็มไปด้วยสิวก็จะค่อยๆ ลดลงจนหายไปอย่างหมดจด

สูตรรักษาสิวที่ 5 ว่านหางจระเข้ + ไข่ขาว + ดินสอพอง

วิธีผสม นำเอาว่านหางจระเข้ที่ปอกเปลือกและล้างให้สะอาดมาบดละเอียดประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นให้ผสมไข่ขาวลงไปในว่านหางจระเข้ที่เตรียมไว้ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ปิดท้ายด้วยการใส่ดินสอพองลงไปอีก 3 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันก็เป็นอันเสร็จ

วิธีใช้ นำเอาส่วนผสมที่เราเตรียมไว้มาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10 - 15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด โดยสูตรนี้จะช่วยลดความมันบนใบหน้าที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้เป็นอย่างดี อย่าลืมหมั่นทำเป็นประจำด้วยล่ะ

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

วิธีทำ "ยำขนมจีน" สูตรทูน่าผัดกระเทียม แจกสูตรทำขายได้

 ยำขนมจีน ไม่ได้เป็นแค่เมนูกินเล่นหรือกับแกล้ม แต่อาจกลายเป็นเมนูจานหลักสำหรับสายยำหรือสายคุมอาหารเพราะทำง่ายแถมแคลรอรี่ต่ำ ครั้งนี้เลยอยากชวนมาลองทำยำขนมจีนสูตรใหม่ เปลี่ยนส่วนผสมบางชนิดอย่างกระถินและถั่วฝักยาวเป็นผักหาง่ายกลิ่นไม่แรงแต่ยังให้ความกรุบกรับเวลาเคี้ยว และเปลี่ยนรสชาติของปลาทูเป็นปลาทูน่ากระป๋องผัดแห้ง ๆ สูตรนี้เน้นวัตถุดิบหาง่าย แต่รับรองว่าอร่อยเด็ด! ทำกินเองไม่ยาก ทำขายได้อีกด้วย

วัตถุดิบยำขนมจีนวัตถุดิบยำขนมจีน

วัตถุดิบ

  • ขนมจีน 3 จับ
  • ปลาทูน่า 2 กระป๋อง
  • กระเทียมเจียว 3 ช้อนโต๊ะ
  • ถั่วพู 5 ฝัก
  • แตงกวา 2 ลูก
  • น้ำปลาร้าต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ (เตรียมไว้อีก 1 ซีก)

วิธีทำยำขนมจีน

  1. นำทูน่ากระป๋องลงไปรวนในกระทะให้แห้งก่อนนะคะ ระหว่างนั้นบีบมะนาวลง 1 ซีก และน้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ เมื่อทูน่าแห้งดีแล้วจึงเทกระเทียมเจียวลงไปผัดรวมกันจนได้กลิ่นหอม
    วิธีทำยำขนมจีน
  2. ปรุงน้ำยำโดยนำส่วนผสมทั้งน้ำปลาร้า น้ำปลา น้ำมะนาว พริกป่น และน้ำตาล คนผสมจนน้ำตาลละลาย
    วิธีทำยำขนมจีน
  3. คลุกผสม โดยใส่เส้นขนมจีนก่อนให้เส้นคลายออกจากกัน จากนั้นเติมผักและทูน่าที่ผัดแล้วลงไป แล้วก็ยำ ยำ ยำ
    วิธีทำยำขนมจีน
    ขนมจีนกับทูน่ากระป๋องผัดกระเทียมขนมจีนกับทูน่ากระป๋องผัดกระเทียม
Cr. แจกสูตร เมนูอาหาร 

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

วิธีทำเมนูแกงส้มใต้หน่อไม้ดองกุ้งสด

   แกงส้ม เมนูที่นึกออกทันควันเมื่อใกล้เวลามื้อเย็นแล้วใจอยากกินอะไรแกงร้อน ๆ สักถ้วยพร้อมข้าวสวยสักจาน ว่าแล้วก็แว๊นไปตลาดหาซื้อสารพัดวัตถุดิบมาทำแกงส้มแบบที่ชอบ แต่อย่าเพิ่งส่ายหน้าไปนะคะว่ามันต้องยุ่งยาก เพราะสูตรนี้เป็นเมนูที่ชอบทำกินกันในครอบครัว ไม่ต้องโขลกน้ำพริกกับเนื้อปลาหรือใช้ส่วนผสมมากแบบแกงส้มภาคกลาง แต่เป็นแกงรสเปรี้ยว เผ็ดร้อน จัดจ้าน ผสมผสานวิธีทำแบบแกงเหลือง หรือแกงส้มปักษ์ใต้ ใช้วัตถุดิบไม่กี่อย่างเราจะได้ซดน้ำแกงรสเปรี้ยวร้อน ๆ หอมกุ้งสด พร้อมเคี้ยวหน่อไม้ดองกรอบ ๆ 

ส่วนผสมน้ำพริกแกงส้ม

พริกแห้ง 30-40 เม็ด ถ้าชอบเผ็ดมากใส่เพิ่มได้อีก

หอมแดงปอกเปลือก 4-5 หัว

กระเทียมไทยปอกเปลือก 30-40 กลีบ

ขมิ้นหั่นชิ้น 1 ช้อนโต๊ะ

กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่นเล็กน้อย

วิธีทำน้ำพริกแกงส้ม

นำพริกแห้งแช่น้ำประมาณ 20 นาที

แล้วนำไปโขลกรวมกับส่วนผสมอื่นจนละเอียด

วิธีทำแกงส้มขั้นตอนการทำ

วิธีทำแกงส้มใต้หน่อไม้ดองกุ้งสด

  1. ตั้งน้ำให้เดือด ใส่ผงปรุงรสพอให้มีรสชาติของน้ำซุป จากนั้นให้ใส่หัวไชเท้าลงไป
  2. เมื่อหัวไชเท้าเริ่มสุก นำน้ำพริกแกงที่เตรียมไว้ลงไปละลายในน้ำซุป
  3. ปรุงรสน้ำแกงด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ และน้ำปลา ชิมเอารสชาติที่ถูกใจ (เปรี้ยวนำเค็มตามแบบติด ๆ แนะนำให้เน้นรสเข้มข้นเพราะเมื่อใส่ส่วนผสมที่เหลือรสชาติจะเจือจางลงอีก)
  4. ใส่หน่อไม้ดองลงไป ชิมรสชาติอีกครั้ง หากไม่ตรงใจให้ปรุงเพิ่ม
  5. ปิดฝาหม้อรอให้น้ำแกงเดือดพล่านอีกครั้งหนึ่งจึงใส่กุ้งลงไปแล้วปิดฝาหม้อ **ห้ามใช้ทัพพีคนจนกว่ากุ้งจะสุกเพราะอาจมีกลิ่นคาวกุ้งได้
  6. เพียงครู่เดียวกุ้งก็สุก จากนั้นเปิดฝาหม้อ ปิดเตาแก๊ส แล้วบีบน้ำมะนาวลงไป 1 ซีกเพื่อดึงรสชาติ ก่อนใช้ทัพพีคนเบา ๆ

เรียบร้อยแล้วค่ะ แกงส้มใต้หน่อไม้ดองกุ้งสด รับประทานกับข้าวสวยนุ่ม ๆ ร้อนๆ อร่อยมาก วัตถุดิบทั้งผักและเนื้อสัตว์สามารถเปลี่ยนชนิดได้ แล้วแต่ความชอบ

แกงส้มใต้หน่อไม้ดองกุ้งสดแกงส้มใต้หน่อไม้ดองกุ้งสด
รวมเมนูอาหาร คลิ๊ก !!!

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

วิธีทำ “ยำวุ้นเส้นโบราณ” เครื่องแน่น ทำง่าย

 วิธีทำเมนูยำมีหลากหลาย แต่ความอร่อยไม่เพียงขึ้นอยู่ที่วัตถุดิบที่สดใหม่ แต่ยังรวมถึงเครื่องปรุงส่วนผสมที่ชวนให้เราตักเข้าปากครั้งแล้วครั้งเล่าจนหมดจานแบบไม่รู้ตัว ครั้งนี้ชวนมาคลุกเคล้ายำสุดแซ่บกินเพลินแต่ได้รสมัน ๆ จากถั่วลิสง  นั่นคือ “ยำวุ้นเส้นโบราณ” ที่ครบรสทั้งเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด เมนูนี้ไม่ค่อยพบในร้านอาหารส่วนใหญ่ แต่ทำเองที่

บ้านได้ไม่ยุ่งยาก ไปดูกันค่ะว่ามีส่วนผสมอะไร ทำอย่างไรบ้าง

ยำวุ้นเส้นโบราณวัตถุดิบยำวุ้นเส้นโบราณ

วัตถุดิบทำยำวุ้นเส้นโบราณ

  • วุ้นเส้นแห้ง 80 กรัม
  • หมูบด 2 ขีด
  • หมูยอ 1 ขีด
  • ไส้กรอก 1 ขีด
  • หอมแดงซอย
  • กุ้งแห้งทอด
  • ถั่วลิสงทอด
  • กระเทียมบด 5 กลีบ
  • ผักชี

(สัดส่วนเพิ่มลดได้ตามความชอบ)

น้ำยำปรุงรส

  • พริกขี้หนูสวนสับ/บดละเอียด
  • น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 1 ช้อนชา
  • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันและชิมรสตามชอบ

ยำวุ้นเส้นโบราณวิธีทำยำวุ้นเส้นโบราณ

วิธีทำยำวุ้นเส้นโบราณ

เตรียมเครื่องผสม

  1. เจียวกระเทียมให้เหลืองหอม พักไว้พร้อมน้ำมันที่เจียวกระเทียม หากไม่สะดวกใช้กระเทียมเจียวสำเร็จได้
  2. ลวกวุ้นเส้นให้สุกนิ่มเส้นใส ตักขึ้นจากน้ำและสะเด็ดน้ำออกให้มากที่สุด แนะนำให้ใช้วุ้นเส้นแบบแห้งนำไปแช่น้ำ หากใช้วุ้นเส้นสด เส้นอาจเละเกินไปไม่น่ารับประทาน
  3. รวนหมูให้สุกโดยปรุงรสด้วยเกลือป่นและน้ำมะนาวเล็กน้อย
  4. ลวกไส้กรอกและหมูยอ พักไว้
  5. กรณีใช้กุ้งแห้งทอดเอง ทอดกุ้งแห้งให้กรอบ เคล็ดลับคือเลือกกุ้งแห้งมีเปลือก แช่น้ำเปล่า 15 นาทีแล้วล้างออก ก่อนนำลงทอดในน้ำมัน





คลุกผสม

เริ่มจากนำวุ้นเส้นลวกมาคลุกกระเทียมและน้ำมันเจียวให้เข้ากันก่อนนะคะ

ยำวุ้นเส้นโบราณ

จากนั้นผสมวัตถุดิบทุกอย่างเข้าด้วยกัน วุ้นเส้น เนื้อหมู หอมแดงซอย ราดน้ำยำแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วโรยหน้าด้วยกุ้งแห้งทอด ถั่วลิสงทอด และผักชี

ยำวุ้นเส้นโบราณ

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบแบบถั่วและกุ้งแห้งฉ่ำน้ำยำนิด ๆ และต้องการรับประทานเลยทันที สามารถนำถั่วลิสงและกุ้งแห้งยำคลุกเคล้ากับส่วนอื่น ๆ พร้อมกันได้เลย

ยำวุ้นเส้นโบราณ

เสร็จแล้วค่ะ ยำวุ้นเส้นโบราณ จัดแกล้มผักเคียงอย่างผักกาดหอม แตงกวา เตรียมแซ่บ ! พร้อมเสิร์ฟ!

เมนูอาหาร คลิ๊ก!!!


เมนูยำวุ้นเส้น

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

วิธีทำ "ยำแหนมคลุก" ด้วยข้าวทอด เมนูทานเล่น สรรพคุณเด่นครบเครื่อง

 


วิธีทำยำแหนมคลุก ทุกขั้นตอนทำเป็นแน่นอน


วันนี้แวะมาเอาใจสาวๆ ที่ชื่นชอบการทานเมนูยำ ด้วย ยำข้าวทอดแหนมคลุก เมนูที่ให้รสชาติครบรสและทำเองได้สบายๆ แม้จะมีส่วนผสมที่ต้องเตรียมมากมาย แต่รับรองว่าจานนี้ไม่ได้ให้แต่เพียงความอร่อยและทานเพลินๆ เท่านั้น เพราะยังให้สารอาหารแก่ร่างกายมากมายอีกด้วย เอาเป็นว่าไปเตรียมส่วนผสมสำหรับทำเมนูยำข้าวทอดแหนมคลุกกันเลยดีกว่าค่ะ

วัตถุดิบและส่วนผสมสำหรับทำข้าวทอด

  • ข้าวสวย 2 ถ้วย
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • น้ำปลา 1 ช้อนชา
  • ใบมะกรูดซอย 5 ใบ
  • แป้งทอดกรอบ 50 กรัม
  • พริกแกงเผ็ด 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่าเย็นจัด 1/3 ถ้วย
  • น้ำมันใช้สำหรับทอด


วัตถุดิบและส่วนผสมสำหรับทำยำแหนม

  • แหนมสด 100 กรัม
  • ข้าวทอด 2 ลูก
  • พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • ขิงอ่อนซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • หัวหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • หนังหมูต้มสุก 1/2 ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาวคั้นสด 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผักชีฝรั่งซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกแห้งทอด (ตามใจชอบ)
  • ถั่วลิสงทอด (ตามใจชอบ)
  • ผักสด (เสิร์ฟคู่กับเมนูยำข้าวทอดแหนมคลุก)

วิธีทำยำข้าวทอดแหนมคลุก

1.นำข้าวสวย พริกแกงเผ็ด ไข่ไก่ น้ำปลา และใบมะกรูดใส่ลงไปในชามผสม แล้วคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

2.นำส่วนผสมที่ได้ปั้นเป็นลูกกลมๆ แล้วกดให้แน่น จากนั้นตั้งพักไว้

3.ละลายแป้งกับน้ำเปล่าเย็นจัดให้เข้ากัน

4.ตั้งกระทะใส่น้ำมันโดยใช้ไฟกลาง เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่ ให้นำข้าวที่ทำเสร็จแล้วมาชุบแป้งที่ละลายในน้ำเย็นแล้วเอาไปทอดจนเหลืองกรอบจึงค่อยพลิกทอดอีกด้าน

5.ในระหว่างที่รอข้าวที่ทอดเสร็จแล้วสะเด็ดน้ำมัน ให้นำหนังหมูที่หั่นเป็นเส้นมาต้มให้สุกแล้วค่อยตักขึ้นพักไว้

6.นำข้าวทอดใส่ชามยีให้พอแตก ต่อด้วยใส่แหนมสดแล้วบี้ จึงค่อยใส่หนังหมูต้มสุกตามลงไป แล้วคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน

7.เติมขิงอ่อนซอย หัวหอมซอย ต้นหอมซอย และผักชีฝรั่งซอย ในชามผสมตามลงไป

8.ปรุงรสด้วยพริกป่น น้ำตาลทราย น้ำปลา และน้ำมะนาว ชิมให้ได้รสชาติที่ต้องการ

9.ตักยำข้าวทอดแหนมคลุกใส่จาน แล้วโรยด้วยพริกขี้หนูทอดและถั่วลิสงทอดตามใจชอบ

10.เสิร์ฟพร้อมกับผักสด รับประทานคู่กันจะยิ่งได้อรรถรสในการทานเมนูนี้มากขึ้น

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ หลังจากที่ได้ทราบถึงวิธีทำเมนูยำข้าวทอดแหนมคลุกกันไปเรียบร้อยแล้ว แต่ละวิธีทำได้ง่ายมากๆ แม้จะเป็นมือใหม่หัดทำอาหารก็ทำได้สบายๆ แต่อาจจะต้องเตรียมใจในการเตรียมวัตถุดิบที่ใช้ในการทำเมนูนี้มากกว่าเมนูอื่นๆ แต่รับรองว่าถ้าได้ทานเมนูนี้เข้าไปแล้ว จะรู้สึกถึงความคุ้มค่าในเวลาที่ทุ่มเททำเมนูนี้อย่างแน่นอนค่ะ

รวมเมนูอาหารคลิ๊ก!!!! 

ภาพโฆษณา




วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2564

8 วิธีรักษาสิวที่คอให้เรียบเนียนใส ใส่ชุดไหนก็มั่นใจ

 



1.มัดผมเมื่อเส้นผมเริ่มมัน

สำหรับสาวๆ ที่ไว้ผมยาวและไม่มีเวลาสระผมจนทำให้ศีรษะมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนะนำให้มัดผมหรือรวบผมให้เรียบร้อย พยายามอย่าให้เส้นผมสัมผัสผิวบริเวณกรอบหน้าและลำคอ เพราะอาจทำให้เกิดสิวอุดตันตามมาได้

2.ใช้ผลิตภัณฑ์เส้นผมที่ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน

แน่นอนว่าสาวๆ ชื่นชอบการมีเส้นผมที่นุ่มลื่น จึงจำเป็นต้องใช้ยาสระผมและครีมนวดที่มีส่วนผสมของซิลิโคน แต่ทราบหรือไม่ว่าสารดังกล่าวนั้นทำให้อุดตันรูขุมขนได้ง่ายมากๆ ดังนั้นแนะนำให้ลองเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมที่ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคนแทน จะช่วยลดโอกาสการเกิดสิวที่คอได้ดี

3.หมั่นทาครีมกันแดด

การใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงนั้นเสี่ยงต่อการทำให้เป็นสิวที่คอได้ง่าย ดังนั้นหากสาวๆ ไม่ได้ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือไม่ต้องโดนแดดมากเกินไป แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 ก็เพียงพอ

4.ใช้ครีมรักษาสิวที่มีส่วนผสมของเรตินอล

ครีมรักษาสิวที่มีส่วนผสมของเรตินอลความเข้มข้นไม่เกิน 10% มีส่วนช่วยลดสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้ โดยเฉพาะหลังสิวยุบ แนะนำให้ทาครีมชนิดนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดรอยแผลเป็นได้อีกด้วย

5.ใช้ครีมลดรอยดำรอยแดงหลังสิวยุบ

ครีมลดรอยดำรอยแดงที่แนะนำให้ใช้ควรมีส่วนผสมหลักๆคือเรตินอล วิตามินอีและวิตามินบี3 เพราะช่วยให้รอยสิวจางลงได้เร็ว

6.เลือกใส่เสื้อผ้าที่มีเนื้อบางเบา

การเลือกใส่เสื้อผ้าที่มีเนื้อบางเบาจะช่วยลดความอับชื้น ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิวอุดตันได้ง่าย แนะนำให้ใส่เสื้อผ้าฝ้ายหรือผ้าลินิน เพราะเป็นผ้าที่มีเนื้อบางเบาและใส่สบายตัว

7.ผ่อนคลายความเครียดด้วยกิจกรรมที่ชอบ

แน่นอนว่าความเครียดจะนำมาสู่การเป็นสิวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงควรหากิจกรรมที่ช่วยคลายความเครียดทำบ่อยๆ จะช่วยลดโอกาสการเป็นสิวได้เป็นอย่างดี

8.ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ในกรณีที่สาวๆ ต้องการความมั่นใจ โดยเฉพาะในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เป็นสิวที่คอ แนะนำให้ลองเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้อย่างเคร่งครัด และช่วยแก้ปัญหาสิวที่คอได้อย่างหมดจด

แนะนำครีมรักษาสิว สบู่ทรีทรีออย รักษาสิว 


สบู่รักสิว สะอาดผิว


วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563

5 วิธีกำจัดสิว ที่ก้น อย่างได้ผล อวดผิวสวยได้ตลอดเวลา

 


สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวที่ก้นนั้นมีหลายกรณีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุจากความชื้น ความสกปรกในร่มผ้า การที่มีผงซักฟอกติดค้างที่กางเกงใน การสวมกางเกงในที่ระบายอากาศได้ไม่ดี หรือแม้แต่เกิดจากการอักเสบก็ตาม ซึ่งสิวที่ก้นนั้นก็มีวิธีกำจัดที่ทำได้ง่าย และเราก็ได้นำมาแชร์ให้สาวๆ ได้ทราบถึง 5 วิธีด้วยกันดังนี้แล้วค่ะ

1.กินอาหารที่มีประโยชน์
การกินอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่างๆ รวมถึงการดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว ย่อมมีส่วนช่วยในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง และยังช่วยลดการเกิดสิวที่ก้นได้อีกด้วย ที่สำคัญควรงดกินอาหารประเภททอดหรือมีไขมันปริมาณมาก เพื่อให้การกำจัดสิวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

2.ชำระล้างผิวบริเวณก้นให้สะอาด
การชำระล้างผิวบริเวณก้นให้สะอาด จะช่วยกำจัดสิวที่ก้นได้ดี เพราะสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวคือ เหงื่อไคลและสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ในร่มผ้านั่นเอง ดังนั้นจึงควรใส่ใจในการทำความสะอาดผิวบริเวณก้นด้วยการใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของเบนโซอิล เปอร์ออไซด์ประมาณ 2% เพราะเป็นสารที่ช่วยกำจัดความมันส่วนเกินและสิวที่ก้นได้ดีนั่นเอง


3.สครับผิวก้นเป็นประจำ
การสครับผิวที่ก้นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะช่วยให้การทำความสะอาดผิวบริเวณก้นได้ผลดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งการสครับผิวที่ก้น สาวๆ สามารถทำได้ด้วยการใช้กากกาแฟ เกลือขัดผิว หรือใยบวบจากธรรมชาติ เพราะทุกวิธีล้วนมีส่วนช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่าออกไป พร้อมเผยผิวที่เรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ

4.สวมเสื้อผ้าที่สะอาด ระบายอากาศได้ดี
เสื้อผ้าที่สะอาด ย่อมส่งผลดีต่อผิวในทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะผิวบริเวณก้น ควรใช้เสื้อผ้าที่สะอาดและควรหมั่นเปลี่ยนกางเกงในบ่อยๆ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการหมักหมมจนทำให้เป็นสิวที่ก้น ในส่วนของเสื้อผ้าที่ใช้ควรเป็นผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ดี เพื่อลดการอับชื้นและการสะสมของเหงื่อไคลนั่นเอง


5.ใช้สูตรรักษาแบบธรรมชาติ
การใช้น้ำมะนาวหรือแอปเปิลไซเดอร์ทาบริเวณสิวที่ก้นประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น หรือจะแต้มน้ำมันมะพร้าวหรือทีทรีออยล์ก็ช่วยกำจัดสิวที่ก้นได้เป็นอย่างดี เพราะมีส่วนช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้

การรักษาสิวที่ก้นจะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับสาวๆ อีกต่อไป เพราะแต่ละวิธีการกำจัดสิวที่ก้นที่เรานำมาแชร์กันในวันนี้ ล้วนให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่สำหรับใครที่ต้องการการกำจัดสิวที่สะดวกและง่ายกว่าวิธีที่กล่าวมาข้างต้น แนะนำให้ใช้ยาทาฆ่าเชื้อสิวที่มีขายตามร้านขายยา ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้สิวที่ก้นยุบเร็ว แต่ก็ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัดด้วยเช่นกัน





วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

9 อาการคนท้อง ที่บอกให้รู้ว่า นี่แหละ "ตั้งครรภ์"

 สัญญาณการตั้งครรภ์ไม่ได้มีแค่คลื่นไส้อาเจียนเท่านั้นนะ เพราะ "อาการคนท้อง" ในระยะแรกๆอาจจะไม่เหมือนกันทุนคน บางคนแพ้มาก หรือ ว่าที่คุณแม่บางคนตั้งครรภ์โดยไม่มีอาการแพ้ท้องเลยสักนิด ส่วนอีกหลายคนก็มีอาการแปลกๆ ที่ชวนให้เข้าใจผิดว่าเป็นอาการเจ็บป่วยแทนเสียนี่แต่ก็จะมีอาการอื่นๆให้สังเกตุได้บ้าง ซึ่งเราจะรวมเอาอาการคนท้องในลักษณะต่างๆที่คนท้องจะมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ให้ว่าที่คุณแม่ได้ลองสังเกตุกันว่า อาการของคุณตอนนี้ บ่งบอกว่าคุณมีการตั้งครรภ์แล้วหรือยัง ? ว่าที่คุณแม่หมาดๆ จะมีอาการอะไรบ้าง ลองไปดูกันหน่อยดีกว่า


อาการคนท้อง

9 อาการคนท้อง ที่บอกให้รู้ว่า นี่แหละ "ตั้งครรภ์"

  1. ประจำเดือนขาด ประจำเดือนขาด ถ้าประจำเดือนที่เคยมาเป็นปกติขาดหายไป รอแล้วรอเล่าไม่มาสักที แสดงว่าคุณอาจจะกำลังมีการตั้งครรภ์ เพราะหลังจากการปฏิสนธิแล้ว ประจำเดือนจะขาดหายไป แนะนำให้ไปซื้อเครื่องตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจเถอะ
  2. คลื่นไส้ – อาเจียน เป็นอาการที่พบบ่อยมากจนเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งครรภ์ก็ว่าได้ อาการคลื่นไส้อาเจียนมักเกิดขึ้นหลังจากที่ตัวอ่อนปฏิสนธิได้ 1 เดือน และลดลงเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สอง แต่นี่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ คุณแม่บางคนอาจมีอาการแพ้ท้องเร็วกว่ากำหนด ขณะที่บางคนโชคดีไม่มีอาการแพ้ท้องเลย หรือไม่ก็โชคร้ายหน่อย แพ้ท้องไปจนถึงเดือนสุดท้ายก่อนคลอดโน่นเลย
  3. เหม็นนั่นเหม็นนี่ ผล จากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้น สาวๆที่กำลังมีการตั้งครรภ์ อาจทำให้แม่ท้องกลายเป็นคนจมูกไว ได้กลิ่นอะไรก็พานเหม็นจนอยากอาเจียนไปเสียหมด ตอนนี้แหละต่อให้เป็นเนื้อผัดน้ำมันหอยของโปรด ขนุนที่ต้องตุนไว้ในตู้เย็น หรือน้ำหอมที่เคยชอบ ก็อาจไม่น่าพิสมัยอีกต่อไป
  4. หน้าอกบวมและเจ็บ หน้า อกของว่าที่คุณแม่ไตรมาสแรกอาจบวมเพราะมีเลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้นจน รู้สึกเจ็บแปลบ รวมถึงรู้สึกว่าหน้าอกไวต่อสัมผัสคล้ายกับอาการช่วงก่อนมีประจำเดือน
  5. เหนื่อยล้ารู้สึกเหนื่อยมากๆ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลยหรือเปล่า รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งวันใช่ไหม นี่อาจจะเป็นผล จากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็ได้นะ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก พอเข้าช่วงไตรมาสสอง พลังของคุณก็จะคืนกลับมา
  6. เลือดออกทางช่องคลอด ช่วง ที่ตัวอ่อนฝังตัวในมดลูก ว่าที่คุณแม่บางท่านอาจมีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด อาการนี้มักเกิดขึ้นในหลังจากตัวอ่อนปฏิสนธิได้11-12 วัน (เวลาเดียวกับที่คุณเริ่มสังเกตว่าประจำเดือนขาด) เลือดที่ไหลออกมามักเป็นเลือดจางสีแดงหรือชมพู และจะหยุดไหลภายใน 1-2 วัน อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณแม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์แล้ว และพบว่ามีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอดร่วมกับอาการปวดท้อง ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะท้องนอกมดลูกได้
  7. ท้องป่อง ยังๆ อย่าเพิ่งตกใจ คุณยังไม่เป็นแม่ท้องกลมตั้งแต่ไตรมาสแรกหรอก หน้าท้องที่แบนราบแค่ป่องออกมาหน่อยๆ รู้สึกเอวกางเกงตัวเก่งคับขึ้นมานิดๆ เพราะมีก๊าซในกระเพาะมากขึ้นเท่านั้นเอง
  8. ปัสสาวะบ่อย อาการ ปวดปัสสาวะบ่อยเป็นเรื่องปกติของคุณแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์ เพราะร่างกายจะผลิตเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากขึ้น ทำให้ไตขับของเสียในรูปของของเหลวมากขึ้นตามไปด้วยถ้าประจำเดือนของ คุณมาไม่ปกติอยู่แล้ว หรือลืมสังเกตว่า มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายเมื่อไร อาการทั้งหมดที่กล่าวมาจะเป็นตัวช่วยบงชี้ว่า คุณอาจกำลังตั้งครรภ์ ลองไปซื้อเครื่องมือตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจดูก่อน ถ้าผลออกมาเป็นบวก อย่าเพิ่งรีบป่าวประกาศนะ โทรนัดคุณหมอสูติฯ ไปตรวจให้แน่ใจอีกที
  9. มีอาการท้องผูก สาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อมีการตั้งครรภ์ ทำให้การบีบตัวของลำไส้ลดลง มดลูกอาจไปทับลำไส้ใหญ่ การแก้ไขเรื่องท้องผูกในอาการคนท้องลักษณะนี้คือพยายามทานอาหารที่มีกากใยเยอะๆ ดื่มน้ำมากๆ และออกกำลังเบาๆให้พอเหมาะ จะช่วยแก้ไขอาการท้อผูกได้

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563

วิธีมาส์กหน้าใส ด้วยวิธีธรรมชาติ เห็นผลจริง

 


1.ผงโกโก้และซาวน์ครีม

การใช้ผงโกโก้กับซาวน์ครีม จะเป็นการช่วยขัดผิว เพราะผงโกโก้มีสารที่ช่วยบำรุงผิวในขณะที่ซาวครีมจะมีกรดจากธรรมชาติที่ไม่แรงจนเกินไป จึงช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่าได้เป็นอย่างดี ส่วนวิธีการใช้ไม่ได้ใช้แค่เพียงผงโกโก้และซาวน์ครีมเท่านั้น แต่จะต้องมีการผสมน้ำผึ้ง และไข่ขาวไข่ไก่อีก 1 ฟองผสมรวมกันแล้วพอกหน้าเอาไว้ โดยสูตรนี้ห้ามแช่เกินกว่า 10 นาที เพราะอาจจะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้

2.ไข่ไก่

การใช้ไข่ไก่มาร์คหน้าจะคล้ายๆ การใช้ไข่ขาวจากไข่ไก่ลอกผิวหน้า เพียงแต่วิธีนี้จะนำสำลีชุบไข่ขาวมาแปะเอาไว้บนผิวหน้ารอแค่เพียง 10 นาทีก็ล้างออก ในขณะที่การลอกสิวเสี้ยนจะต้องปิดไว้จนกระทั่งสำลีหรือกระดาษทิชชูที่จุ่มนั้นแห้งจึงดึงออก ซึ่งโปรตีนจากไข่จะช่วยบำรุงผิวจากภายนอกซึมซาบเข้าสู่ผิวภายใน เป็นการซ่อมแซมผิวที่สึกหรอช่วยให้หน้าของคุณขาวเนียนยิ่งขึ้น

3.ขมิ้นชันและน้ำผึ้ง

ใช้ขมิ้นชันครึ่งช้อนชากับน้ำผึ้งผสมให้เหลวแล้วนำมาพอกหน้าไว้ ขัดวนเบาๆ เพื่อเป็นการนวดหน้าไปในตัว ทิ้งเอาไว้ 10 นาทีเว้นรอบบริเวณปากและตา จะช่วยแก้ปัญหาสิวอักเสบ รอยสิวแดงดำทั้งหลายและช่วยผลัดผิวให้กระจ่างใสและได้ผิวที่ขาวเนียนอีกด้วย

4.กล้วย น้ำมันมะกอกและน้ำมะนาว

ใช้กล้วย 1 ผลผสมกับน้ำมันมะกอกและมะนาวครึ่งซีก บดผสมรวมกันคนให้เข้ากันเป็นเนื้อครีม แล้วนำมาทาทิ้งไว้ 15 นาที หลังจากนั้นให้ใช้น้ำอุ่นล้างออก โดยน้ำจะต้องอุ่นกำลังพอดี ซึ่งจะช่วยล้างความสกปรกบนใบหน้าออกได้อย่างหมดจด และลดความมันได้ดีมากทีเดียว

5.แตงกวากับว่านหางจระเข้

สูตรนี้เป็นสูตรของสาวผิวแห้งที่จะช่วยให้ผิวของคุณมีความชุ่มชื้นและยังเป็นการลดรอยต่างๆ บนใบหน้าได้เป็นอย่างดี โดยให้นำน้ำแตงกวากับว่านหางจระเข้มาบดรวมกันให้เป็นเนื้อเดียว แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ ประมาณ 20 นาทีแล้วจึงค่อยล้างออก เท่านี้ใบหน้าของคุณก็จะมีความชุ่มชื้นทำให้ผิวสวยเด้งมากขึ้นแล้วล่ะ

สูตรการรักษาผิวที่เราได้นำเสนอไปนี้เป็นสูตรรักษาผิวที่คุณสามารถหาวัตถุดิบได้ง่ายๆ จากรอบข้างหรือจากร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ไม่จำเป็นต้องไปหาไกล แถมมีความปลอดภัยต่อผิว และได้ผลลัพธ์ที่ดีอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

แค่สู้ ก็เป็นนางงามได้ Miss Universe Thailand 2020

ไม่แปลกใจเลย ที่ชื่อของ ซามีน่า-สิริลักษณ์ ทรงศรี สาวลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน-อเมริกัน ติด 30 คนสุดท้ายของการประกวด Miss Universe Thailand 2020 และถูกแฟนนางงามยกให้เป็น "นางงามนักสู้" เนื่องจากชีวิตหลังเวทีประกวดไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

หลังจากมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก คุณ โอ ได้เผยภาพบ้านในปัจจุบันของ "ซามีน่า" ซึ่งอาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็กๆ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เธอมีเลือดนักสู้อยู่เต็มตัว เดินหน้ามาประกวด มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020 เพียงคนเดียว และทุกวันที่ต้องเดินทางมาทำกิจกรรมกับทางกองประกวดเธอมาด้วยรถโดยสาร 

FB : ponthawat.wonglak.5

"ซามีน่า" มาพร้อมความมั่นใจ ตอบคำถามได้อย่างฉะฉาน สร้างรอยยิ้มอยู่ตลอด แต่ภายใต้ความสวยงาม มั่นใจ ใครจะรู้บ้างว่า ซามีน่า เกิดมาในครอบครัวฐานะยากจน ถึงขั้นไม่มี เธอต้องสู้ชีวิตมาโดยตลอด ในวัยเด็กทำงานรับจ้างตัดอ้อย เก็บข้าวโพด จนภายหลังโตขึ้นขยับมาทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านสะดวกซื้อ และเมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยก็ทำงานเป็นเซลล์ขายของหาเงินส่งตัวเองเรียนเรื่อยมา

ส่วนเส้นทางในวงการนางงาม เริ่มต้นขึ้นเมื่อเธออยากก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเอง และมุมมองของหลายคนๆ ที่ว่า สาวผิวสีแบบเธอไม่สามารถประสบความสำเร็จบนเวทีประกวดนางงามในเมืองไทยได้ จนเธอพัฒนาตัวเอง พร้อมกับใช้เงินที่มีอยู่อย่างจำกัดในการเข้ามาเก็บตัวที่กรุงเทพฯ

เมื่อไม่นานมานี้ภาพห้องเช่าราคา 1,500 บาท ที่เธออาศัยอยู่ถูกแชร์มากมาย เธอเองถูกยกให้เป็นนางงามนักสู้ เรื่องราวของความลำบากและการถูกบูลลี่ ที่ดูเหมือนเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคน แต่ "ซามีน่า" รับมือได้อย่างดี

ติดตามบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ https://www.sanook.com/women/167841/

ดูแลผมสวยหลังออกกำลังกาย แม้สระทุกวันไม่พัง

 


1.สระผมด้วยแชมพูที่ไม่มีฟอง
การเลือกใช้แชมพูที่ไม่มีฟองหรือแชมพูที่มีสารซัลเฟตต่ำจะช่วยให้เส้นผมไม่แห้งจนเกินไป ดังนั้นทุกครั้งหลังออกกำลังกาย แนะนำให้ใช้แชมพูสูตรดังกล่าวสระผมให้สะอาด หากเลี่ยงการใช้แชมพูที่มีฟองเยอะก็จะดีมาก เพราะฟองจากแชมพูจะทำให้เส้นผมขาดความชุ่มชื้นได้

2.ไม่ควรใช้ครีมนวดผม
การใช้ครีมนวดผมหลังจากออกกำลังกายจะส่งผลทำให้เส้นผมมันเยิ้มมากขึ้น โดยเฉพาะใครก็ตามที่ชอบสระผมทุกวัน ควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมนวด เพราะการใช้ครีมนวดบ่อยๆ จะเป็นการเพิ่มสารเคมีให้กับเส้นผม ทำให้เส้นผมถูกทำร้าย ซึ่งในความจริงนั้นการสระผมด้วยแชมพูอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว สำหรับการทำความสะอาดเส้นผมหลังออกกำลังกาย


3.ไม่ควรรวบผมไว้ที่จุดเดียว
การรวบผมไว้ที่จุดเดียว หรือมัดผมทรงหางม้า จะทำให้เส้นผมถูกทำร้ายได้มากกว่าที่คิด และการรวบผมไว้ที่จุดเดียวในช่วงเวลาออกกำลังกาย จะยิ่งทำให้เส้นผมอ่อนแอลงเรื่อยๆ สำหรับใครที่กลัวผมชี้ฟู แนะนำให้ถักเปียแบบหลวมๆ แทนการรวบผมหรือมัดหางม้า เพราะการถักเปียแบบหลวมจะไม่ทำให้ผมชี้ฟูและช่วยป้องกันผมขาดหลุดร่วงได้ดีอีกด้วย

4.ไม่ควรพันหัวด้วยผ้าขนหนู
หลายคนมักจะใช้ผ้าขนหนูพันหัว หลังจากสระผมทุกครั้งหลังออกกำลังกาย ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นเรื่องผิดพลาดที่ทำต่อๆ กันมา การเอาผ้าขนหนูมาพันหัวจะทำให้ผ้าดูดซับน้ำออกจากเส้นผมจนหมด จึงทำให้ผมไม่เรียบตรง อีกทั้งยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้เส้นผมแตกปลายอีกด้วย ดังนั้นควรใช้วิธีการบิดน้ำออกจากผมแต่เพียงเบาๆ แทนการใช้ผ้าขนหนูพันหัวจะดีกว่า


5.บำรุงเส้นผมด้วยน้ำมันมะพร้าว
ทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นภารกิจการออกกำลังกาย แนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าวหมักผมไว้ก่อนสระประมาณ 30 นาที วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยบำรุงเส้นผมให้มีความแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับเส้นผม และยังช่วยป้องกันปัญหาผมขาดร่วงได้อีกด้วย ที่สำคัญยังสามารถใช้แทนเซรั่มหรือครีมบำรุงผมต่างๆ ได้ เพราะจะช่วยให้มั่นใจในเรื่องของสารตกค้างบนหนังศีรษะได้เป็นอย่างดี

นอนน้อยหน้าโทรม แก้ได้

 


ดื่มน้ำให้มากขึ้น
การที่เราพักผ่อนน้อยทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำไปค่อนข้างเยอะ เนื่องจากอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายพักผ่อนไม่เต็มที่ เลยทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวจึงลดลงตาม ทำให้หน้าแห้ง หมองคล้ำ ลอกเป็นขุย และเห็นริ้วรอยได้ง่าย ดูแล้วโทรมสุด ๆ ดังนั้นเราจึงต้องชดเชยน้ำให้กับผิวด้วยการดื่มน้ำให้มากขึ้นกว่าเดิม ใช้การหมั่นจิบบ่อย ๆ ทั้งวันแทนเพื่อคืนน้ำให้กับผิวและเซลล์อวัยวะอื่น ๆ ได้กลับมาทำงานเป็นปกติ

อย่าล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น
หลังตื่นนอน แทนที่จะล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเพื่อให้รู้สึกสบาย ผ่อนคลายผิวหน้า ให้ฝืนล้างหน้าด้วยน้ำเย็นแทนจะดีกว่า เพื่อปลุกทั้งตัวเองและผิวให้ตื่น เพราะน้ำเย็นจะช่วยให้รู้สึกสดชื่น ลดความบวม กระชับรูขุมขน และช่วยอำพรางความโทรมของใบหน้าได้ชั่วคราว หน้าจึงดูสดใสเด้งตึงไม่โทรมเหมือนใช้น้ำอุ่น เพราะอุณหภูมิของน้ำอุ่นจะดึงเอาน้ำที่เหลืออยู่น้อยนิดออกไปจากผิวมากกว่าเดิม หน้าจะยิ่งแห้งและดูเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย

เปลี่ยนวิธีแต่งหน้า
ก่อนแต่งหน้า ให้มาส์กหน้าก่อนสัก 10-15 นาที เพื่อให้ผิวดูชุ่มฉ่ำน้ำ หรือเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นมากขึ้น จากนั้นแต่งหน้ากลบ โดยเปลี่ยนวิธีการแต่งหน้า จากเดิมที่ชอบแต่งแบบแมตต์ โบกหน้าหนาๆ เน้นผิวเรียบเนียน ไม่มันวาว ไม่สะท้อนประกาย มาแต่งแบบดิวอี้ ที่จะทำให้ผิวดูฉ่ำๆ มันวาวนิดๆ ดูสุขภาพดีกว่ากันเยอะ เพราะการโบกหน้าหนาเกินไป จะยิ่งทำให้หน้าดูอิดโรยไม่เป็นธรรมชาติ แถมเห็นริ้วรอยชัดขึ้นด้วย

พกสเปรย์น้ำ
อย่างที่บอกว่าคนนอนน้อยผิวจะดูแห้งและโทรมเอามากๆ ดังนั้นควรหาขวดสเปรย์เล็กๆ ใส่น้ำ ไว้ใช้ฉีดหน้าในกรณีฉุกเฉินที่เครื่องสำอางที่เราโบกไว้เริ่มอำพรางหน้าได้น้อยลง หรืออาจตกร่องเพราะผิวแห้งเกินไปก็ได้ ถ้าใครมีทุนทรัพย์หน่อย จะซื้อสเปรย์น้ำแร่สำหรับฉีดหน้าโดยเฉพาะมาใช้ก็ไม่เสียหาย ฉีดเสร็จให้ซับด้วยกระดาษสำหรับเช็ดหน้าเบาๆ น้ำจะเคลือบชั้นเครื่องสำอางไว้ ต่อชีวิตผิวหน้าโทรมๆ วันอดนอนได้อีกหน่อย



วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

ตัดผมช่วยได้ ทรงผมหน้าม้าผู้ชาย แก้ปัญหาหน้าผากกว้าง หัวเถิก

 



        หากในตอนนี้คิดจะเดินเข้าไปในร้านตัดผมแล้วยังไม่รู้ว่าจะตัดผมทรงไหนล่ะก็ Sanook! MEN ขอเป็นอีก หนึ่งทางเลือกในการนำเสนอทรงผมให้กับคุณครับ สำหรับแบบทรงผมนี้เป็นทรงหน้าม้าผู้ชาย หน้าม้าเหมาะสำหรับคนที่หน้าผากกว้าง และคนหัวเถิก เพราะผมหน้าม้า จะช่วยปกปิดหน้าผากเอาไว้ได้ ผมม้ามีหลายแบบครับ ไม่ว่าจะเป็น ม้าเต่อ ม้าตรง ม้าปัด แล้วแต่จะเลือกตัดตามความเหมาะสมและสไตล์ของแต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้จากคนที่ตัดผมหน้าม้า คือจะทำให้ดูเด็กลงทันทีครับ หากใครสนใจจะตัดผมหน้าม้าแบบไหน ก็เซฟรูปใส่โทรศัพท์มือถือแล้วไปเปิดให้ช่างตัดผมดูได้เลยครับ


แบบทรงผมหน้าม้าชาย


แบบทรงผมชาย


แบบทรงผมชาย ผมหน้าม้า




วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563

วิธีรักษาสิวไม่มีหัว หน้าใส ได้ผลเร็ว

 สิวไม่มีหัว เป็นสิวที่ก่อให้เกิดความรำคาญ และ เจ็บผิวด้วยนะคะ วันนี้เรามาแนะนำ วิธีง่ายๆ ที่ช่วยรักษาสิวไม่มีหัวให้หายขาด และ ได้ผลเร็วค่ะ

1.ลดอาการปวดด้วยครีมปฏิชีวนะ

สิวที่ไม่มีหัวจะทำการบีบออกได้ยากมากและจะมีความเจ็บปวดทุกครั้งที่บีบหรือกด ดังนั้น คุณควรเลือกใช้ครีมที่มียาปฏิชีวนะในการต้านการอักเสบของสิว หรือครีมที่ใช้รักษาสิวซึ่งต้องมีคุณสมบัติของกรดซาลิไซลิกหรือ benzoyl peroxide  แต้มบริเวณสิวเพราะตัวยาจะช่วยลดการอักเสบ บวมแดงให้ลดลงอย่างรวดเร็ว

2.ประคบร้อน

ใช้กระเป๋าน้ำร้อนใส่น้ำร้อนที่อุณหภูมิไม่เกิน 45 องศา ประคบร้อนตรงที่เป็นสิวทิ้งเอาไว้ 2-3 นาทีต่อการประคบ 1 ครั้งและทำแบบนี้ทุกวันเป็นเวลา 3 วันอาการบวมจากสิวจะลดลงอย่างง่ายดายเลยล่ะ

3.ประคบเย็น

การประคบเย็นก็คือการบรรเทาความรู้สึกเจ็บปวด โดยการใช้น้ำแข็งมาหุ้มด้วยผ้าประคบตรงจุดที่เป็นสิวสักประมาณ 10 นาที อาจทำในช่วงเวลาที่ปวดแต่ต้องทำหลายครั้งต่อวันจนกว่าความปวดจะบรรเทาลง

4.น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งนั้นมีสารต้านแบคทีเรียที่จะเข้ามาอุดตันในรูขุมขนทำให้เกิดเป็นสิวได้ คุณผู้หญิงสามารถลดอาการเหล่านี้ลงได้ด้วยการทาน้ำผึ้งในบริเวณที่เป็นสิวทิ้งไว้ 20 นาทีแล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะทำให้บริเวณที่เป็นสิวยุบลงอย่างเห็นได้ชัด

5.ว่านหางจระเข้

การใช้ว่านหางจระเข้นั่นก็คือนำเนื้อว่านหางจระเข้ที่ล้างสะอาดแล้วมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทาลงบนสิวไม่มีหัวทิ้งไว้ 20 นาทีหรือคุณจะฝานเป็นแผ่นบางมาสก์หน้าไว้เลยก็ได้ เมื่อครบ 20 นาทีแล้วค่อยล้างออก ทำแบบนี้  3 ครั้งต่อวันรับรองสิวจะยุบจนหายดีแน่นอน หรือจะมาส์กผิว ทาผิวด้วยเจลว่านหางจระเข้ ก็ทำให้ผิวฉ่ำน้ำและลดการอักเสบได้จร้า

แนะนำคู่มาส์กสิว ผิวแข็งแรงลดการอักเสบของผิว ดีท๊อกผิวได้เพียงข้ามคืน


6.พบแพทย์

หากสิ่งที่เป็นอยู่นั้นเกิดขึ้นแล้วคุณมีอาการปวดมาก เจ็บจนไม่สามารถประกอบอาชีพภายในชีวิตประจำวันได้ สิ่งที่ควรทำนั่นคือคุณต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อให้แพทย์ทำการตรวจรักษา ไม่อย่างนั้นหากคุณปล่อยเอาไว้จากสิวไม่มีหัวธรรมดาอาจกลายเป็นสิวหัวช้างที่อักเสบลามไปยังจุดอื่นได้เลยทีเดียว

7.มาสก์หน้าเป็นประจำ

สูตรการมาสก์หน้าสำหรับคนที่ชอบเป็นสิวด้วยการใช้ขมิ้น+น้ำผึ้ง+โยเกิร์ตหรือนมอย่างละ 1 ช้อนชามาผสมและคนให้เข้ากัน แล้วมาสก์หน้าทิ้งไว้ 15 นาที  เมื่อครบแล้วจึงล้างออกจะช่วยต้านแบคทีเรียและยับยั้งการเกิดการอักเสบของสิว ทั้งยังลดรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวได้อีกด้วย



วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563

สูตรดีท็อกซ์ ลดพุง ผิวสวยใสออร่าพุ่ง ได้ผลจริง

  


1.สูตรกล้วยน้ำว้า + นมสด

เตรียมนมสด 2 กล่อง และกล้วยน้ำว้า 2 ลูกมาปั่นให้ละเอียด ดื่มหลังจากตื่นนอนในช่วงที่ท้องว่าง จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี สำหรับสูตรนี้แนะนำให้ทำติดต่อกัน 3 วัน เพื่อเป็นการปรับเวลาในการขับถ่ายช่วงเช้าให้ตรงต่อเวลามากขึ้น

2.สูตรแตงกวา + เลมอน + น้ำแร่ + ใบมิ้นท์

ให้นำเลมอน 2 ลูก และแตงกวา 1/2 ลูก มาฝานบางๆ จากนั้นใส่ใบมิ้นท์ 10 ใบ ใส่ลงไปในขวดโหล ต่อด้วยเติมน้ำแร่ประมาณ 3/4 ถ้วย แช่ไว้ในตู้เย็นประมาณ 7-8 ชั่วโมง แล้วนำมาดื่มในตอนเช้า สูตรนี้จะช่วยกำจัดและชะล้างของเสียออกจากร่างกาย พร้อมทั้งให้ความสดชื่นแก่ร่างกายในช่วงเช้าอีกด้วย แนะนำให้เตรียมก่อนเข้านอน เพื่อที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าสามารถเอามาดื่มได้เลย

3.สูตรแมงลัก + น้ำเปล่า

นำแมงลัก 2 ช้อนชา และน้ำร้อน 1 แก้ว ผสมเข้าด้วยกัน รอให้แมงลักพองตัวเต็มที่จึงเอามาดื่มก่อนนอน ในส่วนของแมงลักนั้นจะอุดมไปด้วยใยอาหารสูง ซึ่งมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ มีความสามารถในการขับของเสียออกจากร่างกายในช่วงเช้า และยังเป็นการทำความสะอาดกระเพาะอาหาร พร้อมทั้งดูดสารอาหารได้ดีขึ้นอีกด้วย

4.สูตรน้ำผึ้ง + โยเกิร์ตรสธรรมชาติ + มะนาว + นมสด

เตรียมโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย นมสด 1 กล่อง น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา และมะนาว 1/2 ลูก นำส่วนผสมทั้งหมดเทใส่ลงไปในแก้วแล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นเอามาดื่มทันที สูตรนี้แนะนำให้ดื่มก่อน 7 โมงเช้า เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบขับถ่าย และเพื่อให้ลำไส้สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น สูตรนี้หลายคนคอนเฟิร์มว่าสามารถทำให้พุงยุบลงได้เร็วจริง

5.สูตรผักบุ้งจีนต้ม

นำผักบุ้งจีน 100 กรัมมาต้มรับประทาน เพราะการทานผักบุ้งจีนต้มนั้น จะช่วยให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยลดอาการท้องผูกได้อีกด้วย ในส่วนของการเอาผักบุ้งจีนมาต้มนั้น ก็เพื่อสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงของการควบคุมอาหารสามารถดีท็อกซ์ร่างกายได้ด้วยสูตรนี้ แต่สำหรับใครที่ไม่ได้ควบคุมอาหารแต่อย่างใด สามารถเปลี่ยนมาผัดผักบุ้งจีนแทนได้เช่นกัน

หากใครไม่มีเวลาแนะนำ ไฟเบอร์ลืมอ้วน สำหรับผู้ที่มีปัญหาระบบขับถ่าย ทำให้พุงป๋อง และอึดอัด ลดความอ้วนยังไงก็ไม่ได้ผล https://www.chivabeauty.com/product/202/


สั่งซื้อด่วนทักไลน์ไอดี : chivabeauty



วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563

อยากพุงยุบต้องรู้จัก อาหาร "โพรไบโอติกส์" ช่วยปรับลำไส้-ระบบขับถ่าย

 



โพรไบโอติกส์ คืออะไร?
รองศาสตราจารย์ วิมล ศรีศุข ภาควิชาอาหารเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โพรไบโอติกส์ คือ เชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิต เป็นสายพันธุ์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อรับประทานเข้าไปในร่างกายแล้วจะไปตั้งรกรากอาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่  ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่แต่เดิมในลำไส้ ทำให้แบคทีเรียที่ดีมีจำนวนมากขึ้น และแบคทีเรียที่ไม่ดีจำนวนลดลง (คือพวกที่ทำให้ท้องอืด ท้องเสีย สร้างสารก่อมะเร็ง สารที่มีกลิ่นเหม็น ฯลฯ) ทำให้สุขภาพของลำไส้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังให้ประโยชน์อื่นๆ เช่น เพิ่มภูมิคุ้มกัน เป็นต้น ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์นั้นๆ

ดังนั้น การบริโภคอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ จึงทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นได้นั่นเอง

10 อาหาร "โพรไบโอติกส์" ที่ควรรับประทาน
คอทเทจชีส
คอชีสต้องรักสิ่งนี้! เพราะคอมเมทชีสนอกจากจะมีเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว (พลิกดูที่ฉลากข้างบรรจุภัณฑ์เพื่อดูว่ามีจุลินทรีย์ชนิดใดบ้าง) แต่ยังมีสารอาหารที่ดีต่อร่างกายอย่าง แคลเซียม ในปริมาณสูงอีกด้วย ซึ่งช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรงนั่นเอง


  • กิมจิ
คอเกาหลีต้องเลิฟ! เพราะนอกจากจะมีโพรไบโอติกส์ดีๆ ต่อร่างกาย และมีรสชาติเปรี้ยวๆ จะช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารเข้มข้นขึ้น อร่อยขึ้นแล้ว กิมจิยังขึ้นชื่อในเรื่องของการช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้อีกด้วย

  • ซาวร์เคราต์
ซาวร์เคราต์ (Sauerkraut) กะหล่ำปลีเปรี้ยวของเยอรมัน ใช้รับประทานเป็นเครื่องเคียงร่วมกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไส้กรอก แฮม หรือนำไปอบร่วมกับเนื้อสัตว์ นอกจากจะช่วยลดความเลี่ยนในการรับประทานเนื้อสัตว์ในมื้ออาหารแล้ว ยังช่วยประบสมดุลในการทำงานของระบบย่อยอาหาร และยังมีกากใยอาหารที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย


  • โยเกิร์ต
กระบวนการในการทำโยเกิร์ตมาจากการหมักเป็นหลัก ดังนั้นเชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ในโยเกิร์ตจึงเป็นจุลินทรีย์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และมีอยู่ในปริมาณค่อนข้างสูง ซึ่งช่วยให้ระบบย่อยอาหารของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ในกรีกโยเกิร์ตที่จะมีจุลินทรีย์ Lactobacillus acidophilus และ Lactobacillus casei ที่ช่วยเพิ่มเชื้อแบคทีเรียที่ดีต่อร่างกายในท้องของเราด้วย

  • มิโสะ
แม้ว่ามิโสะจะมีรสเค็ม ที่แปลว่ามีปริมาณโซเดียมอยู่เยอะพอสมควร แต่มิโสะก็เป็นแหล่งอาหารชั้นดีที่เต็มไปด้วยโปรตีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก และแมกนีเซียม ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค เสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยในการเผาผลาญไขมันและเปลี่ยนเป็นพลังงาน และช่วยให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจเฉียบพลันได้


  • พิคเกิ้ล (แตงกวาดอง)
แตงกวาดองแบบฝรั่ง หรือที่เรียกว่า พิคเกิ้ล (Pickles) นอกจากจะเป็นอาหารหมักดองที่มีเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังมีวิตามินดีๆ เช่น วิตามินเค วิตามินเอ ที่จำเป็นต่อการสร้างเลือดและเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย และมีส่วนสำคัญในการบำรุงหัวใจให้แข็งแรง แต่ต้องจำเอาไว้ด้วยว่า แตงกวาดองมีโซเดียมสูง จึงควรจำกัดปริมาณในการกินในแต่ละครั้งให้ดี
 

  • คอมบูชา
คอมบูชา คือ ชาหมักที่จะมีก๊าซและแอลกอฮอล์เกิดขึ้นเล็กน้อยหลังจากการหมักด้วย ทำให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า “คาร์บอเนชั่น” (carbonation) หรือการที่มีก๊าซอยู่ในเครื่องดื่ม ซึ่งทำให้เกิดโพรไบโอติกส์ในปริมาณสูง รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วนเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิต้านทานโรค นอกจากนี้ยังมีกรดแลคติก หรือแลคติก เอซิด (lactic acid) ที่ช่วยลดอาการท้องเสียได้อีกด้วย
 

  • น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล
น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล (Apple Cider Vinegar) ช่วยในเรื่องของการทำงานของระบบย่อยอาหารได้ดี นิยมนำมาผสมในน้ำสลัด เป็นอาหารที่เหมาะหับคนที่อยากควบคุมน้ำหนัก เพราะเพิ้มการทำงานของระบบเผาผลาญไขมัน และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้รับประทานวันละ 4 ช้อนโต๊ะ
 

  • เทมเป้
เทมเป้เป็นโปรตีนที่ทำมาจากถั่วเหลือง หรือถั่วเมล็ดแห้ง ที่สามารถรับประทานเพื่อทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ ช่วยลดอาการอักเสบในร่างกาย ต่อต้านการเกิดของเนื้องอก และยังมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ให้กับร่างกายได้อีกด้วย


  • พาร์มีซานชีส
ชีสโปรดของใครหลายๆ คน มีกรดแลคติกที่ช่วยสร้างแบคทีเรียที่ดีต่อร่างกายในท้องของเราได้ นอกจากนี้ยังมีสารอาหารสำคัญอย่างโปรตีน และแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อด้วย